วันอังคารที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

24 มิถุนายน 2475 และคดียึดพระราชทรัพย์ร.7

24 มิถุนายน 2475 และคดียึดพระราชทรัพย์ร.7

"จำเลยได้โอนทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์เป็นทรัพย์สินส่วนตัวของจำเลยดั่งคำฟ้องของโจทก์" [ความตอนหนึ่งของข้อเท็จจริงในคำพิพากษา](ภาพหายาก:อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ รับเสด็จรัชกาลที่ 7 ที่เยอรมัน เมื่อ 6 กรกฎาคม 2477)

ที่มา นิติราษฎร์ และศิลปวัฒนธรรม

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ กรณียึดทรัพย์ทั้งหมดของสมเด็จพระปกเกล้าฯ[ภาคแรก]

ที่มา เวบไซต์นิติราษฎร์

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีดำที่ ๑๙๗/๒๔๘๒ คดีแดงที่ ๒๗๘/๒๔๘๒ ความแพ่งระหว่าง กระทรวงการคลัง โจทก์ สมเด็จพระปกเกล้าฯ ที่๑ และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ที่๒ จำเลย

ในคำพิพากษานี้ แยกเป็น ๓ ส่วน (โดยสังเขป)

ข้อ๑.ศาลวินิจฉัยว่า ตามพฤติการณ์ที่จำเลยโอนเงินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ไปยังต่างประเทศ โดยมิชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก จำเลยไม่มีสิทธิในทรัพย์สินส่วนนั้น ในกรณีดังกล่าวเป็นเหตุฉุกเฉินโจทก์ยื่นคำฟ้องโดยมีเหตุสมควร ศาลสามารถยึดหรืออายัดทรัพย์ของจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

ข้อ๒.โจทก์นำ หลวงสารสินทะเบียนสิษฐ์ นายวานิต นาวิกบุตร์ และนายเฉลียว ปทุมรส เข้าเบิกความ ศาลพิเคราะห์ว่า จำเลย โอนขายอสังหาริมทรัพย์โดยสมรู้กับคู่สัญญา เพื่อจำหน่ายทรัพย์สินของจำเลยให้พ้นอำนาจศาล ซึ่งอาจบังคับเอาแก่จำเลยและเพื่อฉ้อโกงโจทก์ การกระทำของจำเลยไม่เป็นไปโดยสุจริตและเป็นเสียหายแก่โจทก์

ข้อ๓.ศาลอุทธรณ์ วินิจฉัยให้อายัดหรือยึดทรัพย์จำเลยทั้งหมดรวมทั้งทรัพย์สินของบุคคลภายนอกซึ่งถึงกำหนดชำระแก่จำเลยไปพลางก่อน และเงินวางศาลเพื่อประกันสำหรับค่าสินไหมทดแทน ให้จำเลยเป็นฝ่ายเสีย

อย่างไรก็ดี คดียังไม่ยุติเพียงเท่านี้ โปรดติดตามคำพิพากษาในคดีนี้ที่เกี่ยวเนื่องต่อไป ใน ภาคปิดคดี.

ดาวน์โหลดคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีแดงที่ ๒๗๘/๒๔๘๒

ที่มา : สำนักงานโฆษณาการ , "ข่าวโฆษณาการ" เรื่อง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เรื่องความแพ่งในระหว่างกระทรวงการคลัง โจทก์ สมเด็จพระปกเกล้าฯ ที่๑ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ที่๒ จำเลย . (ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๖ : ๒๙ สิงหาคม ๒๔๘๒), หน้า ๓ - ๗.

******


เรื่องเกี่ยวเนื่อง:คดียึดพระราชทรัพย์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ 
โดย สุพจน์ แจ้งเร็ว
ที่มา นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับที่ 272 วันที่ 1 มิถุนายน 2545


ตั้งแต่วันที่ ๒๕ ไปจนถึงวันที่ ๓๐ ของเดือนธันวาคม ปี ๒๔๘๔ หนังสือพิมพ์สองฉบับ คือ ข่าวภาพ และศรีกรุง ได้ลงประกาศขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนวนหนึ่ง ตามที่กองบังคับคดีทางแพ่ง กระทรวงยุติธรรมแจ้งมา.

คำประกาศขายทอดตลาดทรัพย์สินนั้น โดยทั่วไปก็มิได้ทำให้ผู้อ่านมีความรู้สึกอันใดนัก เว้นแต่ผู้ที่เคยเป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้นมาก่อน, แต่การลงประกาศครั้งนี้เป็นเรื่องที่ต่างออกไป.

ข้าวของจำนวนไม่น้อยที่จะได้เริ่มขายตั้งแต่วันที่ ๘ มกราคม ๒๔๘๕ เป็นต้นไปนั้น มิได้เป็นของราษฎรทั่วไปคนใดคนหนึ่งที่ล้นพ้นไปด้วยหนี้, หากเป็นพระราชทรัพย์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี อดีตพระมหากษัตริย์และพระราชินี ผู้ทรงตกเป็นจำเลยในคดีที่กระทรวงการคลังฟ้องร้องเมื่อสามปีก่อนและบัดนี้ทรงแพ้คดี.

สำหรับประวัติการเมืองไทย, คดีนี้เป็นคดีประวัติศาสตร์. เป็นความจริงที่ว่าเหตุการณ์ภายหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ไม่ได้เป็นไปถึงขนาดที่พวกบอลเชวิคได้เคยกระทำแก่ราชวงศ์โรมานอฟ, แต่ในประเทศที่อำนาจสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้ดำรงมาช้านาน, ในประเทศที่ยังมีผู้เห็นว่าราษฎรโง่แม้จะเป็นคนชาติเดียวกัน, การณ์เช่นนี้ย่อมไม่เป็นเรื่องที่ผู้ใดจะอาจคิดได้ว่าวันหนึ่งจะเกิดขึ้น.

อีกหลายสิบปีต่อมา, ในงานเขียนเรื่องชีวิตเหมือนฝัน, คุณหญิงมณี สิริวรสาร ซึ่งในระหว่างที่เกิดคดีดังกล่าวนั้นเป็นผู้หนึ่งที่อยู่ใกล้ชิดกับองค์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี, ได้ย้อนเล่าถึงเรื่องนี้ว่า :

“การฟ้องร้องพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ นั้น ทุกคนทราบดีว่ามีการเมืองเป็นต้นเหตุ คือรัฐบาลต้องการกลั่นแกล้ง และให้ผู้ที่ไม่ทราบเรื่องราวเกลียดชังเจ้านายและระบอบกษัตริย์ เพราะทุกคนที่มีความเกี่ยวข้องกับศาลและกฎหมายย่อมทราบดีว่า พระมหากษัตริย์ย่อมจะทรงใช้เงินจากกรมพระคลังข้างที่ได้ เพราะทรงมีสิทธิและอำนาจที่จะใช้จ่ายในกรณีใดๆ ก็ได้ หรือจะพระราชทานเงินแก่ผู้ใดก็ได้”

ข้อความย่อๆ ดังกล่าวนี้ย่อมเป็นการง่ายแก่ผู้อ่านที่จะเข้าใจและคิดเห็นไปตามนั้น. อย่างไรก็ตาม, ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมืองหรือไม่, ในความเป็นจริงนั้นคดีฟ้องร้องที่เกิดขึ้นนี้ก็หาได้เกิดขึ้นและเป็นไปอย่างรวบรัดดังกับที่ข้อความสั้นๆ เพียงเท่านี้จะชวนให้นึกเห็นไปไม่, หากมีที่มาก่อนหน้านั้นหลายปี.
และการที่จะทราบเรื่องราวดังกล่าว เราจะต้องย้อนกลับไปดูที่มาของเรื่องและสภาพแวดล้อมของที่มานั้น, นั่นก็คือ, ตั้งแต่ในช่วงแรกๆ ของการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นต้นมา.

๑.หลังจากที่พระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีคนแรกต้องพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว, และโดยเฉพาะภายหลังกรณีกบฏบวรเดชในปี ๒๔๗๖, ความสัมพันธ์ระหว่างพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในฐานะพระมหากษัตริย์ กับ “คณะราษฎร” ในฐานะรัฐบาลของประเทศมิได้ราบรื่นนัก.

แรกสุดทีเดียวคณะราษฎรเห็นว่า พระองค์ได้ทรงหนุนช่วยฝ่ายพระองค์เจ้าบวรเดชด้านการเงิน ดังปรากฏในหลักฐานการโอนเงินสองแสนบาท ที่ศาลพิเศษซึ่งตั้งขึ้นเมื่อหลังเหตุการณ์นั้นได้นำมาใช้ประกอบคำพิพากษา.

จริงอยู่, ในเวลาต่อมา ม.จ.พูนพิศมัยทรงอ้างว่า ผู้ที่โอนเงินให้นั้นเป็นผู้อื่น หากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องทรง “รับบาป” แทน, แต่น่าเสียดายที่ต่อหน้าศาลในเวลานั้นข้ออ้างเช่นว่านี้ก็มิได้มีผู้ใดยกขึ้นมา.

แต่ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร และไม่ว่าแต่ละฝ่ายจะรู้สึกอย่างไร, ข้อความจริงหนึ่งก็มีว่า แต่นั้นมาพระราชดำริของพระองค์ กับความคิดเห็นของฝ่ายรัฐบาล และรวมไปถึงมติของรัฐสภาดูเหมือนจะไม่เคยผสานกันได้ไม่ว่าจะในประเด็นใด. ลักษณาการเช่นนี้ได้ดำเนินและขยายตัวไป กระทั่งทรงตัดสินพระราชหฤทัยสละราชสมบัติในปลายปี ๒๔๗๗ เป็นที่สุด ขณะประทับอยู่ในประเทศอังกฤษ.

ข้อที่ทรงคับข้องพระราชหฤทัยมีอยู่หลายประการ, ซึ่งทั้งหมดนั้นทำให้พระองค์ทรงรู้สึกเสมอว่า ทรงถูกจำกัดให้เพียงแค่ “ลงพระปรมาภิไธย” เท่านั้น, ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลเองก็รู้สึกว่าตนได้อนุโลมตามพระราชประสงค์เป็นส่วนมากแล้ว และสามารถตอบข้อที่ทรงข้องพระราชหฤทัยนั้นได้ทุกประการทั้งต่อพระองค์เองและต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร. ในการประชุมสภาสมัยที่ ๒ ในวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๔๗๗, กล่าวคือ ก่อนที่จะทรงสละราชสมบัติหนึ่งเดือน, พระยาพหลฯ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ในช่วงแห่งความขัดแย้งอย่างรุนแรงนั้นถึงกับกล่าวว่า “เราอยากจะให้ท่านแน่พระทัยว่า ‘กูอยากจะเอาอะไรที่มันไม่ขัดรัฐธรรมนูญแล้วมันก็ให้’ นี่เราแสดงใจนักเลงอย่างนี้แหละ.”

ก่อนหน้าการประชุมสภาครั้งนี้, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชโทรเลขลงวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๔๗๗ ถึงสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ (พระยศในขณะนั้น) ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์. ในพระราชโทรเลขนั้นทรงยกตัวอย่างถึงเรื่องที่ทำให้พระองค์จะทรงทนต่อไปมิได้, นั่นก็คือ, เรื่องพระราชบัญญัติอากรมรดก ซึ่งทรงเห็นว่ารัฐบาลทำให้พระองค์ “เซ็น” ด้วยวิธีหลอกลวง, กับเรื่องคดีพระพิบูลย์ไอศวรรย์ฟ้องร้องพระคลังข้างที่ ซึ่งทรงกล่าวว่า ถ้าพระคลังข้างที่แพ้พระองค์ก็จะทรงสละราชสมบัติ. เมื่อมองโดยรวมบางทีเราจะเห็นว่าตัวอย่างที่ทรงยกมานี้ (ในขณะที่ทรงกล่าวว่า “เรื่องอื่นก็ยังมีอีกมากมาย”) เป็นแต่เพียงฟางเส้นสุดท้าย และมิได้มีอะไรมากไปกว่านั้น.
ในความเป็นจริง, ทั้งสองกรณีนี้โดยตัวของมันเองมิใช่เรื่องเล็กน้อย; ที่สำคัญก็คือมันจะเป็นเรื่องโยงใยไปถึงคดีฟ้องร้องอันเป็นประวัติการณ์ดังที่กล่าวมาข้างต้นนั้น. การที่จะเชื่อมโยงไปนั้นก็ด้วยสาเหตุสำคัญที่ว่า, กรณีทั้งสองนี้เกี่ยวพันกับเงินก้อนหนึ่งในพระคลังข้างที่อันเป็นที่มาของเรื่องทั้งหมด.

คดีพระพิบูลย์ไอศวรรย์นั้นมีอยู่ว่า, เดิมพระพิบูลย์ไอศวรรย์เป็นคนหนึ่งที่ได้รับพระราชทานพินัยกรรมจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖, ตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นนักเรียนกฎหมายที่อังกฤษ. เมื่อกลับเข้ามารับราชการในกระทรวงยุติธรรม, ในรัชสมัยรัชกาลที่ ๗ กรมพระคลังข้างที่ก็ได้ตัดเงินปีตามพระราชพินัยกรรมนั้นเสีย. แต่พระพิบูลย์ฯ เห็นว่าพระราชพินัยกรรมมิได้ระบุเช่นนั้น, และเห็นเอาว่าเมื่อได้รับพระราชทานแล้วก็จะต้องได้รับพระราชทานตลอดไป แม้ตนจะได้รับราชการมีเงินเดือนแล้วก็ตาม. ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ระยะหนึ่ง พระพิบูลย์ฯ ก็ได้ยื่นฟ้องพระคลังข้างที่, เรียกร้องเงินเลี้ยงชีพที่ถูกยกเลิกไป.

คดีพระพิบูลย์ฯ นี้แม้มิได้เป็นเรื่องที่ใครจะนำมากล่าวขวัญอย่างเอิกเกริกเลื่องลือต่อมาเช่นกรณีนายถวัติ ฤทธิเดช ฟ้องร้องว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงหมิ่นประมาทราษฎร, แต่ก็เป็นเรื่องกระทบกระเทือนพระองค์ไม่น้อย, หาไม่ก็คงไม่ทรงมีพระราชดำรัสถึงเช่นนั้น. อันที่จริงคดีเช่นนี้ก็มิได้มีเพียงคดีเดียว และบรรดาผู้ที่ฟ้องร้องพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ก็ล้วนแต่เป็นคนในราชสำนักทั้งสิ้น.

ในเรื่องนี้ ม.จ.พูนพิศมัย ดิศกุล ทรงเล่าว่า, เมื่อได้มีการตัดทอนเงินพระราชทานในสมัยรัชกาลที่ ๗ นั้น บรรดาพวกที่ถูกลดถอนก็พากันโกรธเคืองพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ว่า ทรงลบล้างพระราชพินัยกรรม. พอเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วพระสุจริตสุดา (เปรื่อง สุจริตกุล) พระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ก็เป็นผู้นำฟ้องต่อศาลก่อนเป็นรายแรก โดยมีเจ้าพระยารามราฆพเป็นรายถัดมา. ครั้นที่สุดเมื่อศาลตัดสินว่าที่ทรงชี้ขาดเช่นนั้นเป็นเรื่องในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์, เรื่องจึงได้สงบลงเท่านั้น.

ส่วนในเรื่องพระพิบูลย์ฯ นี้ ขณะนั้นยังมิได้มีการตัดสิน. ในพระราชโทรเลขถึงสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนริศฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงยืนยันว่า : “หม่อมฉันได้ทูลมาแล้วว่า หม่อมฉันจะไม่กลับจนกว่าคดีนี้จะได้เสร็จไป เพราะหากคดีนี้พระคลังข้างที่แพ้หม่อมฉันก็จะสละราชสมบัติ หม่อมฉันสัญญาไม่ได้ว่าจะไม่สละราชสมบัติ และไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่จะเจรจากันต่อไป จนกว่าคดีนี้จะเสร็จไป…”

ทางฝ่ายรัฐบาลเองเมื่อได้ทราบความในพระราชโทรเลขเช่นนี้ก็ได้มีหนังสือถึงเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ หัวหน้าคณะตัวแทนที่รัฐบาลส่งไปเข้าเฝ้าที่อังกฤษ, ให้กราบบังคมทูลว่าคดีนี้เป็น “เรื่องเกี่ยวแก่อำนาจตุลาการ ซึ่งคณะรัฐมนตรีจะสั่งศาลมิได้ เพราะเป็นการผิดต่อรัฐธรรมนูญ แล้วจะทำให้ต่างประเทศขาดความไว้ใจในศาล ซึ่งกระทบถึงสัญญาทางพระราชไมตรีโดยทั่วๆ ไป.”

ข้อที่ทรงตั้งเงื่อนไขถึงขนาดว่า หากคดีนี้กรมพระคลังข้างที่แพ้ พระองค์ก็จะทรงสละราชสมบัตินั้นเป็นที่กังขากันอยู่ เพราะไม่มีผู้ใดจะอาจทราบพระราชประสงค์ได้. โดยที่ในเวลาเดียวกันนั้นเองได้ทรงตั้งข้อคัดค้านรัฐบาลในเรื่องพระราชบัญญัติป้องกันรัฐธรรมนูญว่าไม่เป็นการยุติธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหา, ในที่ประชุมสภาฯ วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๔๗๗, พระพินิจธนากร ผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่จึงกล่าวอภิปรายว่า : “ในการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะขอให้ทรงเลิกพระราชบัญญัติป้องกันรัฐธรรมนูญนั้น ข้าพเจ้ายังไม่ทราบว่ามีพระราชประสงค์อันใดแน่นอน คือข้าพเจ้ามีความฉงนเป็นอันมากในคติตอนหนึ่งซึ่งเกี่ยวแก่ผลประโยชน์ของท่าน คือในเรื่องพระพิบูลย์ไอศวรรย์ในตอนหนึ่งท่านบอกว่า เพราะเหตุว่าเราใช้การพิจารณาโดยไม่มีศาลไม่มีอะไร ท่านไม่พอพระราชหฤทัย แต่ว่าในเรื่องพระพิบูลย์ไอศวรรย์ถ้าท่านแพ้ท่านก็จะลาออก เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าผู้มีสติปัญญาอันน้อยไม่ทราบพระราชประสงค์ของท่านอันใดเลย.”
นั้นเป็นเรื่องหนึ่ง.

เรื่องที่สำคัญกว่าเรื่องพระพิบูลย์ไอศวรรย์ คือเรื่องพระราชบัญญัติอากรมรดก. ตอนหนึ่งในพระราชโทรเลขที่ทรงมีถึงสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนริศฯ ที่ได้อ้างถึงมาข้างต้นนั้น, ทรงกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า :
“เขา (คณะรัฐบาล) ได้ทำให้หม่อมฉันเซ็นพระราชบัญญัติอากรมฤดกโดยวิธีหลอกลวง เขาได้ทำให้หม่อมฉันเข้าใจว่าจะเสนอพระราชบัญญัติใหม่ แถลงความหมายแห่งพระราชสมบัติส่วนพระมหากษัตริย์ตามนัยที่หม่อมฉันได้วางไว้ให้ออกใช้เป็นกฎหมายโดยเร็วที่สุดที่จะเร็วได้ ดั่งที่นายกรัฐมนตรีได้แจ้งไปตามโทรเลขของท่านลงวันที่ ๒๓ สิงหาคม (๒๔๗๗) ร่างพระราชบัญญัตินี้ควรร่างขึ้นได้ภายในเวลาครึ่งชั่วโมง

แทนที่จะได้ทำเช่นนั้นกลับตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อร่างพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งจะทำให้หม่อมฉันอยู่ในฐานะเช่นเดียวกับฐานะของพระเจ้าแผ่นดินอังกฤษ สภาพการณ์เช่นนี้หม่อมฉันจะยอมรับไม่ได้ สภาพการณ์ของทรัพย์สมบัติของกรมพระคลังข้างที่ในประเทศสยามไม่เหมือนกับพระราชทรัพย์ส่วนพระมหากษัตริย์อังกฤษ หม่อมฉันเห็นว่าเป็นการพยายามที่จะดึงเอาความครอบครองกรมพระคลังข้างที่ไปจากหม่อมฉัน วิธีการเช่นนี้อาจเป็นที่พึงพอใจสำหรับผู้อื่นได้แต่ไม่ใช่สำหรับหม่อมฉัน และหม่อมฉันก็คงจะต้องทักท้วงพระราชบัญญัตินี้อีก…”

ที่มาของเรื่องนี้มีอยู่ว่า, ในวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๔๗๗ รัฐบาลได้เสนอร่างพระราชบัญญัติอากรมรดกและรับมรดก ซึ่งเมื่อสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาแล้วก็ได้ลงมติให้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย. อย่างไรก็ตาม, พระองค์ก็มิได้ทรงลงพระปรมาภิไธยโดยทันที, หากได้พระราชทานร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวนี้กลับคืนมาให้สภาฯ พิจารณาอีกครั้ง, โดยทรงขอให้เพิ่มบทบัญญัติยกเว้นการเก็บอากรมรดกจากทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ให้ชัดแจ้งว่าไม่ต้องเสียอากรมรดก. พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์จะให้เติมข้อความต่อไปนี้ลงในร่างพระราชบัญญัติ :

“พระราชทรัพย์สินใดๆ ที่เป็นพระราชมฤดกไปยังผู้อื่นนอกจากผู้สืบราชสมบัติต้องเสียอากรมฤดก นอกจากนั้นเป็นพระราชทรัพย์ฝ่ายพระมหากษัตริย์ไม่ต้องเสียอากรมฤดก”

คณะรัฐมนตรียืนยันว่า ตามร่างพระราชบัญญัตินี้ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไม่ต้องเสียอากรมรดกอยู่แล้ว. เมื่อที่ประชุมสภาฯ ได้พิจารณาและลงมติด้วยคะแนนลับ ยืนยันตามร่างเดิมด้วยคะแนนเสียง ๑๓๒ ต่อ ๘๙ นายกรัฐมนตรีจึงได้ทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยอีกครั้งหนึ่ง. ในการนี้ทางรัฐบาลได้ให้หม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ (พระยศในขณะนั้น) ไปอังกฤษเพื่อกราบบังคมทูลถวายรายงานด้วยว่า ร่างพระราชบัญญัตินั้นตรงกับพระราชประสงค์แล้ว คือจะไม่เรียกเก็บอากรจากทรัพย์สินพระมหากษัตริย์, และรัฐบาลจะร่างกฎหมายยกเว้นอากรดังกล่าวให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ในที่สุดได้ทรงยอมลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไปได้.

หลังจากนั้นมารัฐบาลก็ได้แต่งตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นคณะหนึ่ง เพื่อพิจารณายกร่างพระราชบัญญัติยกเว้นการเก็บอากรมรดกจากทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ให้เป็นที่ชัดเจนตามพระราชประสงค์, ดังสำเนาหนังสือที่รัฐบาลได้มีไปกราบบังคมทูลต่อไปนี้ :

ที่ ก. ๔๕๐๘/๒๔๗๗ สำนักนายกรัฐมนตรี
วันที่ ๒๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๗๗
ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม

ตามที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทมีพระราชประสงค์ให้สภาผู้แทนราษฎรแก้ไขร่างพระราชบัญญัติอากรมฤดกและการรับมฤดก พุทธศักราช ๒๔๗๖ เติมความลงให้ปรากฏชัดเจนในการยกเว้นพระราชสมบัติฝ่ายพระมหากษัตริย์ไม่ต้องเสียอากร แต่สภาผู้แทนราษฎรได้ประชุมปรึกษาลงมติยืนตามมติเดิมนั้น ในการอภิปรายของผู้แทนราษฎรก็ได้แสดงเห็นพ้องด้วยกับรัฐบาลว่า พระราชสมบัติฝ่ายพระมหากษัตริย์ไม่ต้องเสียอากรมฤดกเหมือนกันแต่เพื่อที่จะให้หลักฐานแน่นอนตามพระราชประสงค์ รัฐบาลจึ่งได้ดำริร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการยกเว้นภาษีอากรอันเกี่ยวแก่พระราชสมบัติฝ่ายพระมหากษัตริย์ (Crown Property) ขึ้นอีกฉะบับหนึ่ง โดยมี๑. เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ เปนประธาน๒. หม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ๓. เจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์๔. พระยาวิกรมรัตนสุภาษ๕. เซอร์รอเบอร์ต ฮอลแลนด์๖. พระดุลยธารณ์ปรีชา ไวท์๗. นายชาลส์ เลเวกส์เปนกรรมาธิการของคณะรัฐมนตรี พิจารณาหลักการและยกร่างเป็นพระราชบัญญัติเพื่อเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร

ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานทูลเกล้าฯ ถวายคำมั่นว่าจะจัดการเสนอร่างพระราชบัญญัตินี้ต่อสภาผู้แทนราษฎรในสมัยประชุมสามัญปีนี้ เพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไปควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

ข้าพระพุทธเจ้า

(ลงนาม)นายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนานายกรัฐมนตรี

จากหนังสือนี้, ต่อมาในเดือนตุลาคมก็ได้ทรงมีพระราชโทรเลขกลับมามีความดังที่ยกมาข้างต้นนั้น. เพราะเหตุที่ทรงกล่าวว่าถูกหลอกลวงให้เซ็น, นายกรัฐมนตรีจึงขอให้ ม.จ.วรรณไวทยากร วรวรรณ ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาฯ. ในคำชี้แจงนั้น, ม.จ.วรรณไวทยากรก็ได้ทรงเล่าถึงการเข้าเฝ้า และย้ำในข้อที่ว่าพระมหากษัตริย์จะไม่ต้องเสียอากรมรดก, ซึ่งเป็นข้อที่มีพระราชประสงค์จะให้เป็นดังนั้น และรัฐบาลเองก็ต้องการให้เป็นดังนั้นอยู่แล้ว.

ถ้าเช่นนั้นปัญหาที่ทำให้ถึงกับต้องทรงออกพระโอษฐ์ว่าทรงถูก “หลอกลวง” คืออะไร?

อันที่จริงข้อความในพระราชโทรเลขนั้นเองก็ได้แสดงให้เห็นอยู่แล้วว่า หัวใจของปัญหาไม่ได้อยู่ที่พระราชบัญญัติอากรมรดกเลย, ไม่ได้อยู่ในข้อที่ว่าพระมหากษัตริย์จะต้องเสียอากรมรดกหรือไม่; นั่นไม่ใช่ปมขัดแย้งที่แท้ แม้ดูเสมือนว่าจะเป็น. แท้จริงหัวใจสำคัญของปัญหานั้นอยู่ที่สิ่งที่รัฐบาลกำลังจะทำ, นั่นก็คือ, “ดำริร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการยกเว้นภาษีอากรอันเกี่ยวแก่พระราชสมบัติฝ่ายพระมหากษัตริย์ (Crown Property) ขึ้นอีกฉบับหนึ่ง”; พระราชบัญญัติฉบับใหม่นี้, แทนที่จะร่างขึ้นง่ายๆ “ภายในเวลาครึ่งชั่วโมง” ตาม “นัย” ที่ทรงวางไว้, กล่าวคือ มีเนื้อเพียงว่าพระมหากษัตริย์ไม่ต้องเสียภาษี, รัฐบาลกลับตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างขึ้นมาใหม่ อันจะทรง “ยอมรับไม่ได้”.

พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์เพียงข้อความประโยคเดียว, ไม่ใช่พระราชบัญญัติใหม่ทั้งฉบับที่จะเข้าไปยุ่มย่ามกับพระราชทรัพย์ในพระคลังข้างที่!

พระราชบัญญัติฉบับใหม่ที่เกิดขึ้นมาโดยมิได้ทรงมีพระราชประสงค์, กับยังมีเนื้อหาที่ทรงเห็นว่าต่อไปอีกมิช้ามินานจะทำให้พระองค์ต้องทรง “อยู่ในฐานะเช่นเดียวกับฐานะของพระเจ้าแผ่นดินอังกฤษ” ฉบับนี้แหละ คือพระราชบัญญัติที่จะเรียกกันในเวลาต่อมาว่า “พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์”.

และคดีฟ้องร้องยึดพระราชทรัพย์ที่จะเกิดขึ้นในอีก ๗ ปีข้างหน้าก็เริ่มขึ้นจากหวอดนี้เอง. คดียึดพระราชทรัพย์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ”

ก่อนที่จะได้กล่าวถึงเนื้อหาของพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวต่อไป ยังมีสิ่งที่ควรจะได้กล่าวถึงไว้ในที่นี้ด้วย.

ในเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นกรณีขึ้นนี้, นอกจากพระราชโทรเลขที่อ้างถึงมาข้างต้นนั้นแล้ว ก็ยังมีเอกสารสำคัญอีก ๒ ฉบับที่ทรงกล่าวถึงเรื่องนี้โดยตรง. เอกสารทั้งสองฉบับนี้มิได้เป็นเอกสารทางราชการ, หากเป็นพระราชบันทึกที่ทรงทำขึ้นพระราชทานพระยาราชวังสันเป็นการส่วนพระองค์ ในช่วงเดือนกันยายนของปี ๒๔๗๗, กล่าวคือ ก่อนหน้าที่จะมีพระราชโทรเลขมาเล็กน้อย, เมื่อพระยาราชวังสันกราบบังคมทูลขอเป็นคนกลางระหว่างองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับคณะรัฐบาล.

ความตอนหนึ่งในพระราชบันทึกฉบับที่ ๑ มีว่า :

“มีข่าวว่าจะเปลี่ยนรูปโครงการณ์ของกระทรวงวังใหม่ให้เหมือนราชสำนักอังกฤษ เรื่องนี้ได้ยินว่ารัฐบาลจะเก็บเป็นความลับจนกว่าฉันจะกลับถึงกรุงเทพฯ แล้วจึงจะดำเนินการ ซึ่งเดาได้ว่าการเปลี่ยนเหล่านี้คงจะเป็นไปในทางที่ฉันจะไม่พอใจ จึงต้องรอให้ได้ตัวไปขังไว้ในเมืองไทยเสียก่อนจึงจะดำเนินการ ในเรื่องนี้ต้องขอให้รัฐบาลเลิกล้มความดำริ หรือมิฉะนั้นต้องส่งโครงการณ์ที่คิดจะเปลี่ยนแปลงนี้มาให้ทราบเสียก่อนฉันกลับ มิฉะนั้นจะไม่กลับ…”

ส่วนพระราชบันทึกที่ ๒ ซึ่งตอนต้นเป็นเรื่องภาษีมรดก และตอนปลายเป็นเรื่องผู้ที่จะสืบราชสมบัติต่อไปหลังจากที่พระองค์ทรงสละราชสมบัติแล้ว, มีความตอนหนึ่งว่า :

“พระองค์เจ้าจุลจักรพงศ์ซึ่งอาจยินดียอมรับตำแหน่ง และฉันได้ทราบแน่นอนว่า มีความคิดความเห็นอยู่หลายอย่างในทางที่จะทำให้พระมหากษัตริย์กับคณะราษฎรหมดข้อบาดหมางกันได้ และดำเนิน Policy บางอย่างที่จะเป็นที่พอใจของคณะราษฎร เช่นจะยกสมบัติของพระคลังข้างที่ให้รัฐบาล และขอเงินก้อนประจำปีแทน จะเลิกทหารรักษาวังและยอมให้รัฐบาลตั้งข้าราชการในราชสำนักตามใจ วิธีการเหล่านี้ล้วนเป็นของที่ฉันเองยอมไม่ได้ และจะต้องวิวาทกับรัฐบาลอีกต่อไปอย่างแน่นอน เว้นแต่รัฐบาลจะผ่อนผันตาม”

“ข่าว” ที่ทรงได้รับนั้นจะทรงได้โดยทางใดหรือจะมีรายละเอียดมากน้อยเพียงไรไม่ปรากฏ. อย่างไรก็ดี, ในเดือนธันวาคมปีเดียวกันนั้นเอง หลังจากได้ทราบความจากพระราชโทรเลขและพระราชบันทึกทั้งสองฉบับนี้แล้ว, รัฐบาลก็ได้ส่งคณะผู้แทนอันประกอบด้วยเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ, หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ และนายดิเรก ชัยนาม ไปเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ประเทศอังกฤษ.

นายดิเรก ชัยนาม ได้ทำบันทึกการเข้าเฝ้าถึงรัฐบาลว่า :

“ทรงรับสั่งว่าเรื่องหลักการ Crown Property เป็นอย่างไร คณะผู้แทนได้กราบบังคมทูลว่า ก่อนออกมาคราวนี้ได้มีการประชุมกรรมการครั้งที่ ๑ แล้ว ได้วางหลักการตามที่คณะรัฐมนตรีได้ถวายความเห็น ซึ่งได้ทรงเห็นชอบแล้ว คือ๑. พระราชทรัพย์ซึ่งจะตกทอดไปยังผู้สืบสันตติวงศ์นั้นไม่ต้องเสียภาษี๒. ที่ตกไปยังผู้อื่นซึ่งมิใช่ผู้สืบสันตติวงศ์นั้นต้องเสียเวลานี้คณะกรรมการได้ตกลงให้ Sir Robert Holland กับ M. L’evesque ไปจัดการร่างเบื้องต้นมา มิได้จัดการอย่างพระเจ้าแผ่นดินอังกฤษ การที่มิได้ร่างโดยเร็วก็เพราะเป็นพระราชบัญญัติที่ยากมาก และรัฐบาลหวังว่าถ้าเสด็จกลับไปร่วมมือในการร่างพระราชบัญญัตินี้ก็จะเป็นการเรียบร้อย แต่ในขั้นนี้อาจทำได้โดยวางหลักการไว้และทำ Inventory บัญชีสำรวจภายหลังก็ได้ ก็ทรงพอพระราชหฤทัยต่อจากนั้นได้ทรงรับสั่งว่า เหตุผลในการที่พระองค์ทรง Veto พระราชบัญญัตินั้นมีอยู่สองข้อ (๑) เป็นการทำลายฐานะของพระมหากษัตริย์ (๒) การใดที่ไม่ต้องด้วยความประสงค์ของราษฎรทั่วไปแล้ว ในสองข้อนี้จะต้อง Veto นอกจากนี้แล้วจะไม่ทรงใช้เลย”
การเข้าเฝ้ากราบบังคมทูลคราวนี้ถึงจะไม่มีผลมากนัก แต่ก็ไม่ถึงกับล้มเหลวไปเสียทีเดียว, เพราะหลังจากนั้นมาเรื่องพระราชบัญญัติฉบับใหม่นี้ก็มิได้เป็นประเด็นอีก, หากเป็นเรื่องอื่นและเรื่องอื่นต่อไป. ถึงที่สุดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็มิได้เสด็จกลับ และก็ทรงสละราชสมบัติในอีกสองเดือนต่อมา.

ข้อที่ทรงย้ำไว้ในหลายที่ว่ารัฐบาลกำลังจะทำให้พระองค์อยู่ในฐานะเช่นเดียวกับกษัตริย์อังกฤษด้วยการดึงเอาความครอบครองกรมพระคลังข้างที่ไปจากพระองค์นั้น ได้กลายเป็นข้อที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางท่านยกขึ้นมาอภิปรายอย่างรุนแรงอย่างถึงขั้นก้าวร้าว. ร.ท.ทองคำ คล้ายโอภาส ผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรีถึงกับกล่าวว่า “…ที่นี้พระราชบันทึกของพระองค์ พระองค์ต้องการให้ประเทศเรามีการปกครองอย่างประชาธิปไตยอย่างประเทศอังกฤษแท้ๆ แต่พระองค์ก็บอกไว้ในนั้นเอง บอกแย้งในนั้นเองว่าจะให้ฉันทำอย่างพระเจ้าแผ่นดินอังกฤษไม่ได้ ทีการปกครองละก้อจะเอาอย่างอังกฤษ แต่ไม่อยากจะเป็นอย่างพระเจ้าแผ่นดินอังกฤษ เพราะฉะนั้นก็เหลือที่จะทนทานเหมือนกัน.”

นั่นเป็นถ้อยคำที่ก้ำเกิน, แต่กระนั้นมันก็เป็นหลักฐานที่สะท้อนให้เราเห็นถึงบรรยากาศส่วนหนึ่งของเวลานั้น.

ประการหนึ่งที่เราต้องเข้าใจก็คือว่า, การที่ทรงรู้สึกว่ารัฐบาลกำลังจะดึงเอาความครอบครองพระคลังข้างที่ไปจากพระองค์เช่นนี้มิได้เป็นข้อที่ทรงรู้สึกเพียงเมื่อเกิดเรื่องนี้ขึ้นเท่านั้น, หากทรงระแวงพระราชหฤทัยมาตั้งแต่วันแรกๆ ของการเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดินแล้ว, เพราะมีข่าวลือว่ารัฐบาลจะริบทรัพย์เจ้า. และไม่ใช่แต่ข่าวลือเท่านั้น, ตอนหนึ่งในคำประกาศของคณะราษฎรเองที่ว่า “เมื่อเราได้ยึดเงินที่พวกเจ้ารวบรวมไว้จากการทำนาบนหลังคนตั้งหลายร้อยล้านมาบำรุงประเทศขึ้นแล้ว ประเทศจะต้องเฟื่องฟูขึ้นเป็นแม่นมั่น” นั้นก็มีกังวานอันน่าพรั่นพรึงอยู่.

ย้อนหลังไปสองปี, เมื่อตัวแทนของคณะราษฎรเข้าเฝ้าในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๔๗๕ ได้ทรงมีพระราชปรารภในเรื่องนี้. ในเอกสารที่เจ้าพระยามหิธร ซึ่งทำหน้าที่ราชเลขาธิการได้บันทึกไว้ในวันนั้น มีความตอนหนึ่งว่า :

“ได้ทรงทราบข่าวเรื่องจะยึดเงินไม่ทราบว่าจะทำจริงหรือไม่เพียงไร ถ้าจะริบทรงขอลาออกเสียก่อน เพราะจะยอมเป็นหัวหน้าบอลเชวิคร่วมมือริบทรัพย์ญาติด้วยไม่ได้ เป็นยอมตาย ที่คณะราษฎรจะคิดหาเงินจากคนมั่งมีด้วย Taxation นั้นทรงยอมได้ แต่ในประกาศของคณะราษฎรที่พูดออกมานั้นทำให้ต่างประเทศมีความสงสัย ทรงขอบอกว่าเมืองไทยจะทำอย่างเมืองจีนไม่ได้ และจะเปรียบกับอาฟกานิสตานก็ไม่ได้ เพราะภูมิประเทศผิดกัน เมืองไทยประเทศใกล้เคียงเอาเรือรบมาเมื่อไรก็ได้ จึงทรงขอทราบว่าคณะราษฎรได้คิดดังนั้นจริงหรือ

พระยามโนปกรณ์ฯ กราบบังคมทูลว่า คณะราษฎรไม่ได้คิดดังนั้นเลย คิดจะหาเงินโดยทางภาษีกับทาง internal loan เท่านั้น

มีพระราชดำรัสว่า เมื่อได้รับคำยืนยันว่าไม่ริบทรัพย์ จะจัดทางภาษีและทางกู้เงินในประเทศจะทรงช่วยได้ พระคลังข้างที่มีอยู่ ๖ ล้านจะยอมให้…”

จากวันที่ ๓๐ มิถุนายนมาจนถึงเดือนมีนาคมปลายปี ๒๔๗๕ ข่าวลือทำนองนี้ก็ยังไม่ได้จางไป. ในพระราชหัตถเลขาส่วนพระองค์ ลงวันที่ ๑ มีนาคม ๒๔๗๕ ถึงพระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต พระราชโอรสบุญธรรม, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ยังทรงเล่าถึงข่าวลือต่างๆ ที่กำลังแพร่สะพัด-อย่างน้อยก็ในหมู่เจ้านาย-ว่า :

“ข่าวลือหลังนี้ที่น่าเชื่อก็มีมาก และที่เหลวก็มี เสียงลือที่มีมาก็ว่าจะจับฉันเซ็นอะไรต่างๆ ในงานฉัตรมงคล เช่น เซ็นให้คณะราษฎรเปน dictator ถึงกับเตรียม cabinet ไว้แล้วด้วยซ้ำ เสียงลืออันนี้จึงน่าเชื่อมาก และพวกคณะราษฎรก็กลัวพวกคณะชาติจะลุกขึ้นเล่นอะไรเต็มทีแล้ว นอกจากนี้ก็ว่าจะให้ฉันยกพระคลังข้างที่ให้แก่ชาติให้หมด แล้วให้ abdicate เขาจะประกาศเปน republic และจะจับพวกเจ้าและตัวฉันขังไว้เปนตัวประกัน บางเสียงก็ว่าจะจับพวกเจ้าฆ่าให้หมด ซึ่งเห็นจะพูดมากไป เพราะถ้าทำดังนั้นฝรั่งก็เข้ามาแน่ พวกเจ้ากลัวกันมาก เลยหนีจากกรุงเทพเปนจำนวนมาก ข้าราชการที่หนีไปก็มีบ้าง”

และในพระราชหัตถเลขาฉบับเดียวกันนั้นเองก็ยังทรงกล่าวต่อไปอีกว่า,
“ฉันฉุนเหลือเกิน อยากเล่นบ้าอะไรต่างๆ จัง แต่กลัวนิดหน่อยว่าพวกเจ้าจะถูกเชือดคอหมดเท่านั้นเอง”, และ, “เราอยู่ที่นี่ก็คิดแปลนอะไรกันต่างๆ จนหัวยุ่งเสมอ แต่เรื่องแปลนเหล่านี้จะไม่เล่าเพราะกลัวถูกเปิดหนังสือ…”

ทั้งหมดนั้นมาจาก “ข่าว” ที่ทรงได้รับ, และทั้งหมดนั้นก็คือเรื่องที่ทรงกังวลพระราชหฤทัยมาจนตลอดรัชกาล.

ข้อที่ว่าทรง “อยากเล่นบ้า” ไม่ใช่เรื่องสำคัญในที่นี้, และปัญหาที่ว่า “ข่าว” นั้นจะจริงหรือเท็จก็ไม่ใช่ประเด็นที่เราจะต้องอภิปราย, ประเด็นสำคัญในที่นี้ก็คือเรื่องเงินจำนวน ๖ ล้านบาทในพระคลังข้างที่ที่ทรงมีพระราชดำรัสกับพระยามโนปกรณ์นิติธาดาในวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ นั้น.

ตรงนี้ต้องขยายความว่า, ที่มาของเงินจำนวนนี้คือ, เดิมในปลายรัชสมัยรัชกาลที่ ๕ เงินก้อนนี้มีอยู่ ๑๐ ล้านบาท; ในเวลานั้นที่ปรึกษากระทรวงการคลังได้กราบบังคมทูลให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ทรงปฏิบัติ ๒ ประการ, คือ หนึ่ง ให้ซื้อที่ดินฝั่งธนบุรีตั้งแต่ปากคลองมอญลงไปเอาไว้เป็นของพระคลังข้างที่ โดยเก็บเอากำไรในภายหลัง, หรือสอง, ฝากในธนาคารต่างประเทศ. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเลือกประการหลัง. ครั้นล่วงมาถึงในรัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงถอนมา ๔ ล้านบาท จึงเหลือเพียง ๖ ล้านบาทดังกล่าว.

จากกองเงินจำนวน ๖ ล้านบาทนี้เอง ที่พระพิบูลย์ไอศวรรย์ฟ้องร้องเรียกค่าเลี้ยงชีพจากพระคลังข้างที่, และก็จากเงินกองเดียวกันนี้เองที่ทรงเห็นว่า หากพระองค์เจ้าจุลจักรพงศ์ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ก็จะยกให้กับรัฐบาลเสีย.

แต่ข้อเท็จจริงข้อหนึ่งที่ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดในเวลานั้นทราบ-เว้นแต่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว-ก็คือ, ในช่วงเวลาที่ทรงมีปัญหาคับข้องพระราชหฤทัยในคณะราษฎรอย่างรุนแรงในปี ๒๔๗๗, ไม่ว่าจะในเรื่องพระพิบูลย์ไอศวรรย์ฟ้องร้องเรียกเงินเลี้ยงชีพจากพระคลังข้างที่ก็ดี, ในเรื่องรัฐบาลกำลังจะออกพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ก็ดี, รวมไปถึงเรื่อง “Policy” ของพระองค์เจ้าจุลจักรพงศ์ก็ดี, เงินจำนวนดังกล่าวเกือบจะไม่เหลืออยู่ในบัญชีกรมพระคลังข้างที่แล้ว!

การร่อยหรอนั้นได้เริ่มตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม ๒๔๗๕ เป็นต้นมา…

จริงอยู่, ภายในสัปดาห์แรกหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองยังทรงมีพระราชดำรัสกับพระยามโนปกรณ์นิติธาดาว่า ทรงยินดีจะให้รัฐบาลกู้เงินก้อนนี้ไปใช้บำรุงประเทศ, ทว่าหลังจากนั้นมาอีก ๑๘ วัน, ก็ได้ทรงเริ่มโอนเงินที่ฝากไว้ในต่างประเทศในนามกรมพระคลังข้างที่นี้เข้าบัญชีส่วนพระองค์เป็นระยะๆ. ผู้ที่เอาใจใส่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ อาจสนใจที่จะเทียบวันเวลาว่า, ในวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๔๗๕, หรือก็คือก่อนหน้าวันที่จะทรงเริ่มโอนเงินที่ฝากไว้ในนามพระคลังข้างที่ ๒ สัปดาห์, สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์ฯ ต้องเสด็จออกนอกประเทศไปแล้ว.

จำนวนเงินโดยละเอียดนั้นเราจะกล่าวถึงอีกครั้งในตอนข้างหน้า, ต่อไปนี้เป็นเพียงจำนวนโดยคร่าวๆ เท่านั้น, คือ :

วันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๔๗๕ หนึ่งแสนสามหมื่นบาทเศษ,วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๔๗๕ สามแสนสองหมื่นบาทเศษ,วันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๔๗๕ หนึ่งล้านหนึ่งแสนบาทเศษ,วันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๔๗๕ ห้าแสนสี่หมื่นบาทเศษ,วันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๔๗๕ เก้าหมื่นห้าพันบาทเศษ,วันที่ ๖ กันยายน ๒๔๗๕ สามแสนหนึ่งหมื่นบาทเศษ,วันที่ ๒๒ กันยายน ๒๔๗๕ ทรงโอนเงินที่จะต้องเสียภาษีให้กับรัฐบาลอังกฤษ เข้าบัญชีของพระองค์หนึ่งแสนหนึ่งหมื่นบาทเศษ,วันที่ ๘ ตุลาคม ๒๔๗๕ ทรงถอนเงินจากบัญชีพระคลังข้างที่ไปทำประกันสามแสนบาท,วันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๔๗๕ ทรงถอนเงินจากบัญชีพระคลังฯ ไปทำประกันอีกหนึ่งแสนห้าหมื่นบาทเศษ,รายการสุดท้ายคือ, ในวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๔๗๗ ทรงโอนเงินก้อนสุดท้ายจากพระคลังข้างที่เข้าบัญชีส่วนพระองค์เป็นจำนวนเงินหนึ่งล้านบาทเศษ.

ที่พระพินิจธนากรอภิปรายในสภาฯ ว่า “ในเรื่องพระพิบูลย์ไอศวรรย์ถ้าท่านแพ้ท่านก็จะลาออก เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าผู้มีสติปัญญาอันน้อยไม่ทราบพระราชประสงค์ของท่านอันใดเลย” นั้น, “สติปัญญาอันน้อย” ของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ผู้นี้บางทีจะอยู่ตรงที่ไม่ทราบข้อเท็จจริงข้อนี้นั่นเอง.

แม้พระยาพหลฯ จะได้กราบบังคมทูลไว้ในเดือนสิงหาคม ๒๔๗๗ แล้วว่า “จะจัดการเสนอร่างพระราชบัญญัตินี้ต่อสภาผู้แทนราษฎรในสมัยประชุมสามัญปีนี้”, แต่ในทางเป็นจริงการณ์ก็มิได้เป็นไปโดยเร็วเช่นนั้น. การที่พระราชบัญญัติว่าด้วยทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ฉบับนี้ต้องล่าช้านั้น, หากกล่าวตามที่คณะผู้แทนรัฐบาลได้กราบบังคมทูลเมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เข้าเฝ้า ณ ที่ประทับในอังกฤษในเดือนธันวาคม ก็คือ “การที่มิได้ร่างโดยเร็วก็เพราะเป็นพระราชบัญญัติที่ยากมาก.”

นอกจากความที่ “ยากมาก” แล้ว, เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเนื่องกันมาก็ทำให้การร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ต้องยืดเยื้อออกไปอีก, โดยในเดือนมีนาคมของปีนั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงสละราชสมบัติ. ในที่สุดร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จึงได้ยื่นเข้าสู่สภาฯ เอาในเดือนสิงหาคม ๒๔๗๘ และได้ประกาศใช้ในปีถัดมา. พระราชบัญญัติฉบับนี้มีชื่อว่า “พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พุทธศักราช ๒๔๗๙”, โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๙ เป็นต้นไป.
ไม่มีใครทราบว่าพระราชบัญญัติที่จะโอนทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ให้ไปอยู่ในความดูแลของรัฐบาลฉบับนี้หรือไม่ ที่ทำให้กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต้องปลงพระชนมชีพพระองค์เองในอีกราวสองเดือนหลังนั้น, เพราะไม่อาจทรงทนต่อแรงกดดันจากรอบข้างต่อไปได้.ใจความสำคัญของพระราชบัญญัติฉบับนี้มีดังนี้ :

“มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้ “ทรัพย์สินส่วนพระองค์” หมายความว่าทรัพย์สินหรือสิทธิอันติดอยู่กับทรัพย์สิน ซึ่งมีอยู่หรือเกิดขึ้นในส่วนใดๆ แห่งราชอาณาจักร ถ้าก. ทรัพย์สินหรือสิทธิเช่นว่านั้นเป็นของพระมหากษัตริย์อยู่แล้วในเมื่อเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ และพระองค์ทรงมีสิทธิที่จะจำหน่ายสิ่งนั้นได้ก่อนครองราชสมบัติข. ทรัพย์สินหรือสิทธิเช่นว่านั้นได้ตกมาเป็นของพระองค์ในเมื่อหรือภายหลังแต่เวลาที่ครองราชสมบัติโดยทางใดๆ จากบรรดาพระราชบุพการีใดๆ หรือกับบุคคลใดๆ ซึ่งไม่ได้เป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรนี้ค. ทรัพย์สินหรือสิทธิเช่นว่านั้นได้มาหรือซื้อมาจากเงินส่วนพระองค์“ทรัพย์สินส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน” หมายความว่าทรัพย์สินในพระมหากษัตริย์ ซึ่งใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ เป็นต้นว่าพระราชวัง

“ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” หมายความว่าทรัพย์สินในพระมหากษัตริย์ นอกจากทรัพย์สินส่วนพระองค์และทรัพย์สินส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดินดังกล่าวแล้ว

มาตรา ๕ ทรัพย์สินส่วนพระองค์, ทรัพย์สินส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ บรรดาที่เป็นเครื่องอุปโภคบริโภคนั้นให้อยู่ในความดูแลรักษาของสำนักพระราชวังทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นอกจากที่กล่าวไว้ในวรรคก่อน ให้อยู่ในความดูแลรักษาของกระทรวงการคลัง โดยปรึกษาคณะกรรมการคณะหนึ่งประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน และกรรมการอีก ๔ นายซึ่งจะได้ตั้งขึ้นโดยพระบรมราชานุมัติมาตรา ๖ รายได้จากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในความดูแลรักษาของกระทรวงการคลังตามความในมาตรา ๕ วรรค ๒ นั้น เมื่อได้หักรายจ่ายที่จ่ายตามข้อผูกพันอันเกี่ยวแก่ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ รายจ่ายที่จ่ายเป็นเงินเดือน (รวมทั้งบำเหน็จบำนาญถ้ามี) เงินค่าใช้สอย เงินการจร และเงินลงทุนอันเกี่ยวแก่ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และรายจ่ายที่จ่ายเป็นเงินพระราชกุศลออกแล้ว ให้นำทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงใช้จ่ายในฐานที่ทรงเป็นประมุข

มาตรา ๗ ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จะโอนหรือจำหน่ายได้ก็แต่โดยได้รับพระบรมราชานุมัติเพื่อสาธารณประโยชน์ หรือเพื่อประโยชน์แก่ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

มาตรา ๘ ทรัพย์สินส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดินย่อมได้รับความยกเว้นจากการเก็บภาษีอากรทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ย่อมได้รับความยกเว้นจากการเก็บภาษีอากรเช่นเดียวกับทรัพย์สินของแผ่นดิน
ทรัพย์สินส่วนพระองค์ย่อมไม่อยู่ในข่ายแห่งความยกเว้นดังกล่าว”

เรื่องการเก็บภาษีในทรัพย์สินของพระเจ้าแผ่นดินนี้ ควรจะได้กล่าวลงไว้เสียด้วยว่ามิได้เป็นของใหม่แต่อย่างใด, หากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ได้ทรงมีพระราชดำริมาก่อนแล้วเป็นเวลานาน. ในคำบรรยายกฎหมายปกครองของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) ในปี ๒๔๗๔ ก็ได้ยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นตัวอย่างถึงเรื่องการเสมอภาคในหน้าที่, โดยกล่าวอ้างอิงไว้ว่า :

“ในเรื่องนี้ควรระลึกถึงพระมหากรุณาในพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๖ ซึ่งได้พระราชทานลายพระราชหัตถเลขามายังเสนาบดีกระทรวงนครบาลว่าดังนี้

(สำเนาลายพระราชหัตถเลขา)
ที่ ๓/๔๙
วันที่ ๑๕ เมษายน รัตนโกสินทร์ศก ๑๓๑

ถึงเจ้าพระยายมราชด้วยแต่ก่อนๆ มาการเก็บภาษีที่ดินและโรงร้าน กรมพระคลังข้างที่ยังไม่ได้เคยเสียภาษีให้กับเจ้าพนักงานสรรพากรเลย บัดนี้ฉันมาไตร่ตรองดูเห็นว่าทรัพย์สมบัติของฉันทั้งหลายที่เป็นส่วนตัว ก็เท่ากับเป็นทรัพย์สมบัติของคนธรรมดาคนหนึ่ง แต่เหตุใดฉันมาเอาเปรียบแก่คนทั่วไป ซึ่งดูไม่เป็นการสมควรเลย ส่วนของของผู้อื่นจะไปเก็บเอากับเขา ของของเราจะเกียดกันเอาไว้ เพราะคนธรรมดาทั่วไปใครมีทรัพย์สมบัติเป็นที่ดินหรือโรงร้าน เมื่อถึงคราวที่เจ้าพนักงานจะเก็บภาษีเขาก็ต้องเสียภาษีให้กับเจ้าพนักงานตามส่วนมากและน้อยของทรัพย์สมบัติที่เขามีอยู่ ตัวฉันเองถ้านอกจากในทางราชการแล้ว ฉันก็ถือว่าฉันเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ทรัพย์สมบัติของฉันที่มีอยู่ก็นับว่าเป็นส่วนมาก ถ้ารัฐบาลจะแบ่งผลประโยชน์ของฉันที่ได้มาจากทรัพย์สมบัติทั้งหมดนั้นบ้าง ฉันมีความยินดีเต็มใจที่จะเฉลี่ยให้เป็นการอุดหนุนชาติและบ้านเมืองอย่างคนสามัญด้วยเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปขอให้เจ้าพระยายมราชเก็บภาษีอากรในที่ดินและโรงร้าน ซึ่งนับว่าเป็นสมบัติของส่วนตัวฉันเอง อย่างเช่นที่ได้เคยเก็บมาจากคนอื่นๆ ทั่วไปนั้น

สยามินทร์”

การที่รัฐบาลเข้าไปจัดระเบียบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และตั้งสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ขึ้นมานี้ มีเรื่องที่ควรจะได้กล่าวถึงอยู่สองเรื่อง ซึ่งแม้จะมิได้เกี่ยวข้องกับคดียึดพระราชทรัพย์ แต่ก็เกี่ยวกับการใช้ทรัพย์สินส่วนนี้เพื่อประโยชน์แห่งตนของคนกลุ่มหนึ่งที่มีส่วนถือครองอำนาจในเวลานั้น.

เรื่องแรกเป็นเรื่องอื้อฉาวที่จะเรียกกันต่อมาว่า “กรณีที่ดินพระคลังข้างที่” ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวมีผลบังคับใช้ได้ไม่นานนัก.

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่นายเลียง ไชยกาล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี ได้ยื่นกระทู้ถามรัฐบาลเมื่อปรากฏว่าได้มีการขายที่ดินอันเป็นของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ให้กับผู้ก่อการบางคนกับพรรคพวก ด้วยราคาที่ถูกอย่างผิดปรกติ. บุคคลที่ซื้อที่ดินเหล่านี้มีหลวงพิบูลสงคราม, หลวงยุทธศาสตร์โกศล, นายวิลาศ โอสถานนท์, พระดุลยธารณ์ปรีชาไวท์ เป็นต้น. ถ้าจะกล่าวตามที่ ม.จ.ศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน หรือ “ท่านชิ้น” ทรงชี้ให้เห็นไว้ในบทความเรื่อง “The Development of Siamese Politics” แล้ว, บรรดาพวกที่ซื้อที่ดินนั้นก็เป็นพวกที่สังกัดอยู่ในกลุ่มของหลวงพิบูลสงครามเสียเป็นส่วนมาก.

ผลจากการตั้งกระทู้และการเปิดอภิปรายทั่วไปคราวนี้ก็คือ รัฐบาลพระยาพหลฯ ต้องลาออกในวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๔๘๐ และคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งรู้เห็นยินยอมในการซื้อขายที่ดินส่วนนี้ต้องถูกประณามอย่างหนักจนต้องลาออกในที่สุด.

เรื่องต่อมาคือเรื่องการฉ้อราษฎร์บังหลวง. ในงานเขียนสำหรับเสนอต่อรัฐบาลอังกฤษเพื่อเตรียมการสร้างขบวนการเสรีไทยในต่างแดนเรื่องเดียวกับที่อ้างข้างต้นนั้น, ม.จ.ศุภสวัสดิ์ฯ ได้ทรงกล่าวถึงการวางแผนเพื่อก้าวขึ้นมามีอำนาจของหลวงพิบูลสงครามในสมัยรัฐบาลพระยาพหลฯ ว่า, หลวงพิบูลฯ ได้จัดการส่งคนของตนเข้าควบคุมกรมกองต่างๆ ของรัฐบาล, ตลอดจนให้ทหารชั้นผู้น้อยเป็นข้าหลวงหรือตำแหน่งสูงอื่นๆ ที่ควบคุมการเงิน. และในส่วนของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่เพิ่งจัดระเบียบกันใหม่ๆ นั้น…

“สำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของนายทหารชั้นผู้น้อยคนหนึ่ง, ซึ่งเขาผู้นั้นได้สั่งให้สร้างตึกใหม่ๆ ที่ใหญ่โตขึ้นมา โดยอ้างว่าเพื่อความงดงามของบ้านเมือง, และผลจากการฉ้อราษฎร์บังหลวงของเขาก็คือ บรรดาตึกเหล่านั้นอยู่ได้ไม่ถึงห้าปีก็ค่อยพังลงมาทีละตึกสองตึก. การสร้างถนนหนทางและสิ่งอื่นๆ ก็ทำกันขึ้นมาในแบบเดียวกัน. อย่างไรก็ดี, ในการนี้หลวงประดิษฐ์ [มนูธรรม] และพระยาทรง [สุรเดช] กับพวกสานุศิษย์หาได้มีส่วนรู้เห็นด้วยไม่.”

ทั้งสองเรื่องนี้คือเรื่องที่พลอยตามมากับการจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ในช่วงแรก, และก็คือเรื่องที่เกิดขึ้นเสมอหลังการปฏิวัติ ไม่ว่าจะในที่ใดและสมัยใด.

กลับมาที่เรื่องการจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์-เมื่อทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ต้องอยู่ในความดูแลของกระทรวงการคลังดังที่พระราชบัญญัติกำหนดไว้ดังกล่าว, กระบวนการปฏิบัติงานต่อมาของรัฐบาลก็คือ ตั้งกรรมการชุดหนึ่งขึ้นตรวจสอบบัญชี. ในการตรวจสอบนั้นเอง, คณะกรรมการชุดนี้ก็ได้พบว่าเงินหลายจำนวนถูกสั่งจ่ายไปโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตั้งแต่ครั้งยังมิได้สละราชสมบัติ. เมื่อการตรวจสอบจบสิ้นลง,ในปี ๒๔๘๒ กระทรวงการคลังก็ได้มอบเรื่องราวให้แก่อัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า ได้ทรงโอนทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ไปเป็นของส่วนพระองค์โดย “ไม่มีอำนาจที่จะทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย และโดยไม่มีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ.”

อัยการยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งในวันที่ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๒, โดยในวันที่ ๑๓ กันยายนปีเดียวกันนั้นก็ได้ยื่นคำร้องขอแก้คำฟ้อง. การแก้นั้นเข้าใจว่าจะแก้ในส่วนรายละเอียดของวันที่และจำนวนเงิน, เพราะเมื่อเทียบกันระหว่างความที่ปรากฏในคำฟ้องลงวันที่ ๑๗ กรกฎาคม กับที่ปรากฏในตอนต้นของคำพิพากษาลงวันที่ ๓๐ เดือนกันยายน ปี ๒๔๘๔ มีส่วนที่แตกต่างกันอยู่บ้าง.

เพื่อความสะดวกสำหรับในที่นี้จะขอคัดส่วนต้นของคำพิพากษาซึ่งเป็นการสรุปคำฟ้องมาลงไว้แทน, ดังนี้ :

“โจทก์ยื่นคำฟ้องลงวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๔๘๒ แลยื่นคำร้องขอแก้คำฟ้องในวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๔๘๒ ประมวลเป็นใจความว่า ในระหว่างที่จำเลยที่ ๑ เสวยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ และจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นพระชายาทรงเป็นพระบรมราชินี จำเลยได้โอนทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ไปเป็นพระนามของจำเลยทั้งสองโดยจำเลยไม่มีอำนาจที่จะทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย และโดยไม่มีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการตามพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินไทยชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๔ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย คือ

ก. คอนโซลส์อังกฤษราคา ๑๐๐,๐๐๐ ปอนด์ ซึ่งกรมพระคลังข้างที่ได้ซื้อไว้แต่ครั้งในรัชชกาลที่ ๕ และเป็นทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ตกทอดตลอดมา มีชื่อพนักงานฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงก์ กรุงลอนดอนเป็นผู้ถือไว้ในนามของกรมพระคลังข้างที่ จำเลยได้จัดการโอนให้พนักงานฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงก์ กรุงลอนดอนเป็นผู้ถือไว้ในพระนามของจำเลยเมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๗ คิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนในขณะโอน ๑,๐๘๙,๓๖๑ บาท ๗๐ สตางค์

ข. เงินทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ที่ได้ฝากไว้ณะฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงก์ กรุงลอนดอน ๕๐,๐๐๐ ปอนด์ในนามของกรมพระคลังข้างที่ จำเลยได้โอนไปฝากในพระนามของจำเลยเมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ คิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนในขณะโอน ๕๔๔,๖๘๐ บาท ๘๕ สตางค์

ค. เงินภาษีรายได้จากคอนโซลส์อังกฤษ ซึ่งกรมพระคลังข้างที่ได้เสียให้แก่เจ้าพนักงานประเมินภาษีของอังกฤษ แล้วภายหลังเรียกคืนมาเมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นจำนวนเงิน ๑,๐๔๕ ปอนด์ ๑๔ ชิลลิงส์ ๗ เพนส์ อันเป็นเงินทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ แต่หม่อมเจ้าดำรัสดำรง เทวกุล อัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอนในขณะนั้นได้นำฝากไว้ในพระนามของจำเลย ซึ่งจำเลยทรงเห็นชอบด้วย คิดเป็นเงินไทยตามอัตราในขณะฝาก ๑๑๓,๘๐๐ บาท ๗๑ สตางค์

ง. เงินทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ที่ได้ฝากไว้ณะแนชชั่นแนลซิตี้แบงก์ กรุงนิวยอร์ค จำนวน ๓๖๗,๖๕๓ เหรียญ ๘๔ เซ็นต์ ในนามกรมพระคลังข้างที่ จำเลยได้โอนไปฝากในพระนามของจำเลยเมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ คิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนเวลาโอน ๑,๑๓๑,๒๔๒ บาท ๕๘ สตางค์

จ. เงินทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ที่ได้ฝากไว้ณะฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงก์ กรุงลอนดอน จำนวน ๑๑,๙๕๑ ปอนด์ ๘ ชิลลิงส์ ๘ เพ็นส์ ในนามของกรมพระคลังข้างที่ จำเลยได้โอนไปฝากในพระนามของจำเลยเมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ คิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนขณะโอน ๑๓๐,๑๙๔ บาท ๓๔ สตางค์

ฉ. เงินทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ที่ได้ฝากไว้ณะชาร์เตอร์แบงก์ กรุงลอนดอน จำนวน ๒๘,๕๕๔ ปอนด์ ๓ ชิลลิงส์ ๓ เพ็นส์ ในนามของกรมพระคลังข้างที่ จำเลยได้โอนไปฝากในพระนามของจำเลยเมื่อวันที่ ๖ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๕ คิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนขณะโอน ๓๑๑,๐๕๘ บาท ๑๑ สตางค์

ช. เงินทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ที่ได้ฝากไว้ณะแนชชั่นแนลแบงก์ กรุงลอนดอน จำนวน ๒๙,๔๓๐ ปอนด์ ๖ ชิลลิงส์ ในนามของกรมพระคลังข้างที่ จำเลยได้โอนไปฝากในพระนามของจำเลยเมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ คิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนขณะโอน ๓๒๐,๖๐๒ บาท ๔๒ สตางค์

ซ. เงินทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ที่ได้ฝากไว้ณะชาร์เตอร์แบงก์ สิงคโปร์ จำนวน ๗๕,๐๗๗ เหรียญ ๕๙ เซ็นต์ ในนามของกรมพระคลังข้างที่ จำเลยได้โอนไปฝากในพระนามของจำเลยเมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ คิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนขณะโอน ๙๕,๐๓๔ บาท ๙๒ สตางค์ครั้นเมื่อจำเลยที่ ๑ ได้สละราชสมบัติในเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ แล้ว จำเลยถือเอาทรัพย์สินดังกล่าวข้างต้นทั้งหมดเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ของจำเลย ไม่คืนหรือใช้ให้แก่โจทก์ หรือทบวงการเมืองใดๆ ที่มีหน้าที่ดูแลทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์

ฌ. ในเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ จำเลยได้ทำสัญญาประกันพระชนมชีพไว้กับบริษัทแมนูแฟกเจอเรอส์ไลฟ์อินชัวรันส์ โดยวิธีส่งเงินครั้งเดียวองค์ละแสนเหรียญอเมริกัน จำเลยได้เอาเงินอันเป็นทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์จ่ายไปเมื่อวันที่ ๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ จำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท

ญ. และในเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ นั้นเอง จำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญาประกันพระชนมชีพไว้กับบริษัทเดียวกันนั้นเป็นจำนวนเงิน ๑๗,๐๐๐ ปอนด์ โดยส่งเงินครั้งเดียวเป็นจำนวนเงิน ๑๔,๗๖๑ ปอนด์ โดยจำเลยที่ ๑ ได้เอาเงินอันเป็นทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์จ่ายไปเมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นจำนวน ๑๕๙,๘๒๐ บาท ๒๖ สตางค์จำเลยได้มีคำสั่งให้บริษัทจ่ายเงินที่จำเลยควรได้รับตามสัญญาเข้าในบัญชีเงินฝากของจำเลยณะธนาคารในกรุงลอนดอนและกรุงนิวยอร์ค เป็นการกระทำให้เกิดผลโอนทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์มาเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ของจำเลย โดยไม่มีอำนาจอันชอบด้วยกฎหมายทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ที่จำเลยโอนและจ่ายไปเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ของจำเลยดังกล่าวแล้วทั้งหมดรวมเป็นจำนวน ๔,๑๙๕,๘๙๕ บาท ๘๙ สตางค์ จำเลยมีหน้าที่ต้องคืนหรือใช้ให้แก่โจทก์ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พุทธศักราช ๒๔๗๙ และจะต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์อีกร้อยละ ๗ ๑/๒ ต่อปี นับแต่วันที่โอนและจ่ายจนถึงวันฟ้อง เป็นจำนวนทั้งหมด ๒,๐๒๕,๓๕๑ บาท ๗๐ สตางค์

โจทก์ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวนนี้กับดอกเบี้ยดังกล่าวแล้วให้แก่โจทก์ และให้จำเลยเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗ ๑/๒ ต่อปี ในต้นเงินกับดอกเบี้ยที่ค้างถึงวันฟ้องตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ”

ทั้งหมดนี้รวมเป็นเงิน ๖,๒๒๑,๒๔๗ บาท ๕๙ สตางค์.นอกจากฝ่ายโจทก์จะได้ฟ้องมีเนื้อหาดังที่คัดมานี้แล้ว, ในคำฟ้อง โจทก์ยังยื่นฟ้องอีกว่า :

“๑. ปรากฏว่าเมื่อวันที่ ๑๑ เดือนนี้ จำเลยที่ ๑ ได้โอนขายที่ดินโฉนดที่ ๔๕๓๒๐ อำเภอดุสิต พระนคร ของจำเลยให้แก่ ม.จ.รัตยากร วิสุทธิ ไปเป็นเงิน ๔,๐๐๐ บาท

๒. และเมื่อวันที่ ๑๒ เดือนเดียวกัน จำเลยที่ ๑ ให้ผู้ไปขอกรมที่ดินและโลหกิจ พระนครและธนบุรี ทำนิติกรรมโอนขายที่ดินอีก ๘ แปลง ตามบัญชีที่ได้แนบมาข้างท้ายนี้ ให้แก่ ม.จ.อุปลีสาณ ชุมพล ราคา ๑๒๘,๓๒๐ บาท

๓. การกระทำของจำเลยดังกล่าวในฟ้อง เป็นการตั้งใจโอนของจำเลยไปให้พ้นอำนาจศาล ซึ่งจะออกบังคับเอากับจำเลย และเพื่อฉ้อโกงโจทก์ และนอกนั้นตัวจำเลยก็อยู่นอกจากอำนาจศาล

๔. เพราะฉะนั้นเป็นการจำเป็นที่โจทก์ต้องร้องขอต่อศาล เพื่อจัดการให้มีวิธีคุ้มครองตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๕๔ มิให้เกิดความเสียหายขึ้นแก่โจทก์ โดยสั่งให้ยึดทรัพย์หรือ
อายัดทรัพย์สินของจำเลยไว้ทั้งหมด รวมทรัพย์ของบุคคลภายนอก ซึ่งครบกำหนดที่จะชำระแก่จำเลยด้วย

๕. และโดยที่มีกรณีฉุกเฉิน ถ้าศาลจะดำเนินการพิธีพิจารณาภาควิสามัญ จะเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายขึ้นแก่โจทก์มากมาย โดยจำเลยกำลังพยายามจะโอนทรัพย์ของจำเลยเอง และจำเลยอยู่นอกอำนาจศาล ฉะนั้นขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองตามคำขอของโจทก์ข้อ ๔ โดยมิชักช้า ตามประมวลกฎหมายแพ่งมาตรา ๒๖๖-๒๖๗ นั้น”

คำร้องให้ยึดทรัพย์จำเลยโดยเกรงว่าจำเลยจะทำการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินนี้ ทางศาลแพ่งอันมีพระสุทธิอรรถนฤมนตร์ (สุข เลขยานนนท์) เป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งไม่เห็นด้วย จึงมีคำสั่งให้ยกฟ้องคำร้องเสีย. อีก ๓ วันต่อมาทางฝ่ายโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอยึดทรัพย์จำเลยอีกครั้งหนึ่ง โดยในคราวนี้ได้ยื่นเป็นคำร้องธรรมดา แต่ศาลแพ่งก็สั่งให้ยกคำร้องของโจทก์อีก. โจทก์จึงอุทธรณ์คำสั่งของศาลแพ่ง ซึ่งศาลอุทธรณ์ก็ได้พิพากษาให้กลับคำสั่งของศาลแพ่ง.

เมื่อศาลสั่งอนุญาตตามคำร้องของโจทก์เช่นนั้น, นาวาอากาศเอกหลวงกาจสงคราม (เทียน เก่งระดมยิง) รัฐมนตรีผู้หนึ่งในคณะรัฐบาลเวลานั้น และมีตำแหน่งเป็นกรรมการตรวจรับงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ก็นำเจ้าหน้าที่กองหมายและเจ้าหน้าที่รัฐบาลเข้าวังศุโขทัย. และนับแต่วาระนั้นเป็นต้นมาสำนักงานผลประโยชน์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ก็ตกอยู่ในความควบคุมของกองหมายโดยคำสั่งศาลตลอดมาจนถึงวันพิพากษาคดี.

คุณหญิงมณี สิริวรสาร กล่าวถึงเหตุการณ์ตอนนี้ว่า :

“เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยึดทรัพย์ของจำเลยจนหมดสิ้นแล้ว ฝ่ายจำเลยก็หมดกำลังทรัพย์ทางกรุงเทพฯ ที่จะต่อสู้คดีอีกต่อไป และเป็นที่ทราบกันทั่วไปว่า พระสุทธิอรรถฯ ผู้พิจารณาคดีนี้ด้วยความบริสุทธิ์ใจและเป็นอิสระตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ หลังจากที่ได้มีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์เสียสองครั้งแล้วก็มีอันเป็นไป คือถูกย้ายไปเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกาชั่วระยะหนึ่ง แล้วก็ถูกคำสั่งให้ปลดออกจากราชการในเวลาต่อมาโดยปราศจากความผิดใดๆ…”

ฝ่ายจำเลยจะหมดกำลังทรัพย์อย่างที่คุณหญิงมณีกล่าวหรือไม่ เราไม่ทราบ, แต่ความจริงมีอยู่ว่าฝ่ายจำเลยสู้คดี และสู้ตลอดมาจนศาลพิพากษา. ในการต่อสู้คดีนี้ฝ่ายจำเลยมีหม่อมเจ้าอุปลีสาณ ชุมพล เป็นตัวแทนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และมีมิสเตอร์ V.H. Jakes ชาวอังกฤษ ซึ่งเปิดสำนักงานทนายความอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นทนายความ. ส่วนทางอังกฤษพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ได้ทรงปรึกษาวิธีการต่อสู้คดีกับมิสเตอร์ R.D. Craig ที่ปรึกษากฎหมายของพระองค์ และร่วมบริษัทว่าความบริษัทเดียวกันกับมิสเตอร์เจกส์ ด้วย. ไม่ช้าไม่นานต่อมาที่ปรึกษากฎหมายของพระองค์ก็มายังกรุงเทพฯ เพื่อร่วมมือกับทนายที่นี่ในประเด็นสำคัญบางประเด็น แล้วนำไปกราบบังคมทูลรูปคดีแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่อังกฤษ.

คำให้การต่อสู้ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ตามที่ปรากฏในคำพิพากษา มีดังนี้ :

“จำเลยทั้งสองให้การต้องกันรับว่า โจทก์มีหน้าที่ดูแลรักษาทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ตามความในมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. ๒๔๗๙ และจำเลยที่ ๑ ได้เคยเสวยราชสมบัติตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๘ และได้สละราชสมบัติเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗ จำเลยที่ ๒ เป็นพระราชชายาของจำเลยที่ ๑ และได้ทรงเป็นพระบรมราชินีในระหว่างที่จำเลยที่ ๑ เสวยราชสมบัติ ข้ออ้างของโจทก์นอกจากที่กล่าวแล้วจำเลยขอปฏิเสธนอกจากนี้จำเลยทั้ง ๒ ให้การต่อสู้ว่า

๑. การกระทำที่โจทก์ฟ้องได้กระทำในระหว่างที่จำเลยที่ ๑ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ ๑ ในขณะที่เป็นพระมหากษัตริย์ไม่ได้ ฉะนั้นโจทก์จะมาฟ้องคดีนี้ไม่ได้

๒. หากได้มีการกระทำผิดดังโจทก์ฟ้องซึ่งจำเลยขอปฏิเสธ ก็เป็นความผิดในลักษณะลาภมิควรได้ หรือมิฉะนั้นต้องถือว่าเป็นความผิดในลักษณะละเมิด ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความ

๓. โจทก์อ้างว่าผู้ครอบครองทรัพย์สินรายพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายได้ถูกจำเลยรบกวนและแย่งในการปกครองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้ที่อ้างว่ามีสิทธิครอบครองทรัพย์สินที่ว่านี้มิได้นำความขึ้นฟ้องร้องยังโรงศาลภายใน ๑ ปี ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความ

๔. บรรดาทรัพย์สินต่างๆ ที่โจทก์อ้างว่าได้โอนหรือฝากไว้ในพระนามของจำเลย ถ้ามีจริงจำเลยก็ได้ครอบครองโดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาเป็นเวลา ๕ ปีกว่า จำเลยจึงย่อมได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ว่านี้ตามกฎหมายแล้วก่อนโจทก์นำคดีขึ้นฟ้องร้อง

๕. หากจะถือว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยได้ และได้มีการโอนและใช้ทรัพย์สินตามที่กล่าวในฟ้อง การโอนและการใช้นี้เป็นไปตามคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าพนักงานรัฐบาล คำสั่งนี้ย่อมผูกมัดโจทก์ จำเลยไม่ต้องรับผิดชอบ

๖. แม้จะปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ได้เป็นผู้จัดการโอนและใช้ทรัพย์สินดังโจทก์อ้าง จำเลยที่ ๑ ก็มีอำนาจเต็มบริบูรณ์ที่จะจำหน่ายทรัพย์สินนั้นโดยชอบด้วยกฎหมาย

๗. สำหรับเงินภาษีรายได้จากคอนโซลส์อังกฤษ ซึ่งเรียกคืนมาได้ตามกฎหมายอังกฤษ รัฐบาลอังกฤษยอมคืนเพียงแต่ให้จำเลยที่ ๑ เองเท่านั้น จะไม่ยอมคืนให้แก่รัฐบาลแห่งประเทศไทย หรือโจทก์ หรือบุคคลอื่นใดเลย โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหาย และหามีสิทธิที่จะฟ้องเรียกเงินนี้ไม่

๘. หากจะถือว่าจำเลยได้จัดการโอน และเข้าครอบครองและรับทรัพย์ที่กล่าวในฟ้องโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ก็ดี (ซึ่งจำเลยขอปฏิเสธ) และฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ จำเลยก็ได้กระทำเช่นนั้นโดยสุจริต เชื่อว่ามีสิทธิตามกฎหมายที่จะทำได้ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องเพียงแต่ส่วนแห่งทรัพย์สินที่ยังคงมีอยู่ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้อง และจำเลยไม่ต้องรับผิดชอบเสียดอกเบี้ยเลย

๙. จำเลยที่ ๒ ต่อสู้อีกข้อหนึ่งว่า จำเลยที่ ๒ มิได้เกี่ยวข้องกับการจัดการโอนทรัพย์สินตามคำฟ้องของโจทก์แต่อย่างใดๆ เลย ทั้งมิได้รับทรัพย์สินใดๆ ซึ่งจำเลยไม่ชอบที่จะได้รับ”

คดีนี้ใช้เวลาอยู่ ๒ ปีเศษ. ในวันที่ ๓๐ เดือนกันยายน พ.ศ. ๒๔๘๔ ศาลก็ได้ตัดสินให้พระองค์ทรงแพ้คดี; พระองค์จะต้องคืนเงินจำนวน ๖,๒๒๑,๒๔๗.๕๙ บาทให้กับพระคลังข้างที่.

แต่พระองค์ก็ไม่อาจทรงทราบได้ถึงผลการตัดสิน เพราะก่อนหน้านั้น ๔ เดือน, ในวันที่ ๓๐ พฤษภาคม พระองค์ได้เสด็จสวรรคตไปแล้วในประเทศอังกฤษ, คงเหลือแต่เพียงสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี จำเลยที่ ๒ เพียงพระองค์เดียว…

อีก ๓๒ ปีให้หลังนับแต่วันที่ศาลได้ตัดสินให้ทรงแพ้คดี, สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีได้พระราชทานสัมภาษณ์แก่นักข่าว, ดังปรากฏในหนังสือ เบื้องแรกประชาธิปตัย ว่า :

“ก่อนที่จะเสด็จไปอังกฤษในหลวงจึงทำหนังสือมอบให้ว่า ให้เอาเงินที่สะสมไว้นั้นมาทดแทนที่จะทรงเบิกเงินแผ่นดินที่มีอยู่ในเมืองนอกเป็นการชดเชยกัน เงินที่อยู่ในเมืองนอกนั้นเป็นเงินกองกลางสำหรับพระเจ้าแผ่นดินทุกพระองค์จะเบิกมาใช้ได้ ที่ในหลวงต้องทรงทำเช่นนี้ก็เพราะไม่ทราบว่าจะต้องประทับอยู่นานเท่าใด เงินที่จะเอาติดตัวไปก็น้อย และเมื่อไปแล้วจะให้ส่งไปก็ส่งไม่ได้ เงินในเมืองนอกที่ว่านี้มีมาแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพราะฉะนั้นเงินส่วนของวังศุโขทัยที่ว่านี้ก็เป็นเงินที่ใช้ทดแทนกันนั่นเอง แต่แล้วก็กลายเป็นเรื่องถึงฟ้องร้องกันในเวลาต่อมา ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นแล้วเอกสารของในหลวงที่ทรงไว้เกี่ยวกับการทดแทนกันก็หากันไม่พบ ไม่มีใครรู้ว่ามันหายไปไหน”

ด้วยเวลาที่ผ่านไปหลายสิบปีบางทีจะทำให้ทรงจำรายละเอียดคลาดเคลื่อนไปบ้าง, กล่าวคือ, เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปอังกฤษในช่วงปลายปี ๒๔๗๖ นั้น ได้ทรงทยอย “เบิกเงินแผ่นดินที่มีอยู่ในเมืองนอก” มาก่อนหน้านั้นแล้วถึง ๑๘ เดือน, หาใช่ “ที่จะทรงเบิก” ไม่.

อย่างไรก็ตาม, เหตุผลข้อนี้ก็มิได้มีการแถลงในศาล-ไม่ว่าจะโดยพระองค์เองหรือโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว. น่าเสียดายว่า, ไม่มีใครรู้ว่าเอกสารของในหลวงหายไปไหน, หาไม่การณ์ก็คงจะไม่เป็นไปถึงเช่นนี้. กระนั้นก็ดี, แม้ทางฝ่ายโจทก์จะมิได้เห็นและทางฝ่ายจำเลยเองก็มิได้อ้างถึงเอกสารนี้, หากการปฏิบัติตามวิธีกฎหมายก็มีผลเช่นกัน, นั่นก็คือ, รัฐบาลได้ยึดวังศุโขทัยและทรัพย์สินที่ประเมินราคารวมกันได้ราว ๖ ล้านไว้เป็นการทดแทนเงินที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโอนจากบัญชีพระคลังข้างที่ไปไว้ในพระนามของพระองค์.

๕.เมื่อศาลได้ตัดสินให้ทรงแพ้คดีแล้ววังศุโขทัยซึ่งทางรัฐบาลตีราคาไว้ ๓ ล้านบาทก็ถูกยึด, และการ “ริบทรัพย์” อื่นๆ เพื่อนำไปขายทอดตลาดก็ตามมา, ดังประกาศต่อไปนี้ :

(ครุฑ)ประกาศขายทอดตลาดกองบังคับคดีทางแพ่ง

เจ้าพนักงานบังคับคดีจะขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยในคดี ระหว่างกระทรวงการคลัง โจทก์ สมเด็จพระปกเกล้าฯ ที่ ๑ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีที่ ๒ จำเลย ตามคำสั่งศาลแพ่ง ที่กองบังคับคดีทางแพ่งกระทรวงยุตติธรรม ตั้งแต่วันที่ ๘ ถึงวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๔๘๕ เริ่มขายเวลา ๙.๓๐ นาฬิกา ทุกวัน.ทรัพย์ที่จะขายคือ :- สิ่งของ ทอง นาก เงิน รูปพรรณประดับเพ็ชร์ พลอย มรกต ทับทิม เช่น แหวน เข็มขัด หีบบุหรี่ ซองบุหรี่ พาน โถปริก กะโถน เชี่ยนหมาก เป็นต้น กับสิ่งของอื่นๆ อีกหลายอย่าง รวมทั้งหุ้นบริษัทรถไฟแม่กลองจำกัด หุ้นบริษัทไฟฟ้าไทยจำกัด หุ้นบริษัทไทยประกันภัยจำกัด ซึ่งจะขายในวันที่ ๑๘ มกราคม ผู้ใดต้องการทราบรายละเอียดจะขอดูได้ที่กองบังคับคดีทางแพ่งในเวลาราชการ
ประกาศมา ณ วันที่ ๒๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๘๔

สารกิจปรีชา หัวหน้ากองบังคับคดีทางแพ่ง

ประกาศขายทอดตลาดฉบับนี้ทางกองบังคับคดีทางแพ่งได้ส่งให้หนังสือพิมพ์ ๓ ฉบับ คือ ข่าวภาพ, ศรีกรุง และ ประชาชาติ, โดยกำหนดให้ ข่าวภาพ ลงโฆษณาในวันที่ ๒๕, ๒๖, ๒๗ ธันวาคม, ศรีกรุง ลงวันที่ ๒๙, ๓๐, ๓๑ ธันวาคม, ส่วน ประชาชาติ จะลงในฉบับหลังปีใหม่ไปแล้ว คือฉบับวันที่ ๑, ๒ และ ๓ มกราคม.

นอกจากประกาศทางสาธารณะนี้แล้ว ทางกองบังคับคดีทางแพ่งยังได้จัดทำบัญชีรายการสิ่งของที่จะขายโดยละเอียดด้วย. บัญชีนี้ได้ส่งไปยังบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง คือทางฝ่ายตัวแทนโจทก์มีหลวงกาจสงคราม, นายแนบ พหลโยธิน, พระยาชาติเดชอุดม, และนายร้อยโทขุนนิรันดรชัย ผู้ดูแลสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์, เป็นต้น, ส่วนทางฝ่ายจำเลยมี ม.จ.อุปลีสาณ ชุมพล และพระยาศรีวิสารวาจา ผู้จัดการมรดกของจำเลย.

ตามบัญชีนี้นอกจากหุ้นบริษัทจำนวน ๖ รายการแล้ว ก็มีทรัพย์สินต่างๆ อีก ๑๔ หีบ แบ่งเป็น ๒๘๘ รายการ. ทรัพย์สินทั้งหมดได้แบ่งขายตามบัญชี, ดังนี้ :

ขายวันที่ ๘-๙-๑๐ มกราคม รวม ๙๕ รายการวันที่ ๑๑-๑๒-๑๓-๑๔ รวม ๑๐๙ รายการวันที่ ๑๕-๑๖-๑๗ รวม ๘๔ รายการวันที่ ๑๘ ขายหุ้นบริษัทจำนวน ๖ รายการ, รวม ๒,๕๐๗ หุ้น, คิดเป็นเงิน ๒๐๕,๕๖๐ บาท.

ตรงนี้จะต้องชี้แจงว่า การแบ่งของออกเป็น ๒๘๘ รายการนั้น มิได้หมายความว่าจะมีวัตถุเป็นจำนวนเท่ากัน; บางรายการประกอบด้วยของมากกว่าหนึ่งชิ้น, เช่นเป็นสร้อยจำนวน ๑๓ สาย หรือแหวน ๑๔ วง, เป็นต้น. อนึ่ง, บรรดาของที่จะขายนี้ล้วนเป็นสังหาริมทรัพย์ทั้งสิ้น.การที่จะคัดรายการทรัพย์สินที่ถูกขายทอดตลาดทั้งหมดมาลงไว้ในที่นี้ เป็นเรื่องที่เกินวิสัย เพราะนอกจากจะมีจำนวนมากแล้ว, แต่ละรายการก็ยังมีคำบรรยายลักษณะไว้สั้นบ้างยาวบ้างอีกด้วย. อย่างไรก็ตาม, เพื่อให้เป็นตัวอย่าง, ในที่นี้จะขอคัดมาแต่ ๑๐ รายการแรกที่ประกาศขายในวันที่ ๘ มกราคม, ดังนี้ :

“๑. ขันทองลายพระพุทธรูป หนักประมาณ ๖๕๕ กรัม ๑ ขัน, ๒. พานลาวทอง หนักประมาณ ๕๔๕ กรัม ๑ พาน, ๓. กะโถนทองคำลงยาปากกะจับ หนักประมาณ ๒๖๕ กรัม ๑ ใบ, ๔. ขันทองคำลงยามีพานทองคำลงยารอง หนักประมาณ ๔๘๕ กรัม ๑ ที่, ๕. กล่องหมากทองคำหลังมีตราจุลจอมเกล้า จ.ป.ร.ประดับเพ็ชร์ ๑ ดวง หนักประมาณ ๘๘ กรัม รวม ๒ สิ่ง, ๖. พานทองคำลงยามีโถปริก ๗, ปริกทองคำลงยา ๑ หนักประมาณ ๑,๑๗๕ กรัม ๑ ที่, ๗. พานทองคำลงยากลีบบัวลายเทพพนม หนักประมาณ ๑,๒๘๕ กรัม ๑ พาน, ๘. หีบบุหรี่ทองคำรูปสี่เหลี่ยมมีประดับพลอยสีต่างๆ ทั่วทั้งหีบ มีเท้าสี่เท้า หนักประมาณ ๑,๔๘๐ กรัม ๑ หีบ, ๙. ซองบุหรี่ทองคำฝาด้านหนึ่งฝังเพ็ชร์ทั้งลูก ๔ เม็ด กับทับทิมเป็นขอบรอบ จารึกว่า “สุขุมาลย์มารศรี” หนักประมาณ ๑๖๓ กรัม ๑ ซอง, ๑๐. กฤชด้ามและฝักทองคำด้ามเป็นหัวนกหนักประมาณ ๓๖๕ กรัม ๑ เล่ม ฯลฯ”

อย่างไรก็ตาม, ในชั้นสุดท้ายการขายทอดตลาดก็มิได้เกิดขึ้น. หลังจากที่หนังสือพิมพ์ข่าวภาพ และศรีกรุง ได้ลงประกาศแจ้งความติดต่อกันมาหลายวันแล้วนั้นเอง ทางกองบังคับคดีฯ ก็มีหนังสือลงวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๔๘๔ ขอให้ศรีกรุงระงับการลงแจ้งความในวันที่ ๓๑ ธันวาคมเสีย และให้หนังสือพิมพ์ประชาชาติที่จะรับช่วงลงแจ้งความในวันที่ ๑, ๒, และ ๓ มกราคม ยกเลิกการลงแจ้งความนั้นเสียทั้ง ๓ วัน.ในวันที่ ๕ มกราคม ๒๔๘๕ ทางกองบังคับคดีทางแพ่งก็ออกประกาศตามมาอีกฉบับหนึ่ง, ดังนี้ :

(ครุฑ)ประกาศกองบังคับคดีทางแพ่ง

ด้วยเจ้าพนักงานบังคับคดีจะงดการขายทอดตลาดทรัพย์ในคดีระหว่าง กระทรวงการคลัง โจทก์ สมเด็จพระปกเกล้าฯ จำเลย ซึ่งกำหนดขายเริ่มแต่วันที่ ๘ มกราคม ๒๔๘๕ เป็นต้นไปนั้น ไว้จนกว่าจะได้ประกาศให้ทราบภายหลังประกาศมา ณ วันที่ ๕ มกราคม ๒๔๘๕

สารกิจปรีชาหัวหน้ากองบังคับคดีทางแพ่ง

นับแต่วันที่มีประกาศงดการขายเป็นต้นมาก็มิได้มีประกาศใดตามหลังมาอีก. นอกจากจะสันนิษฐานเอาว่าประเทศกำลังอยู่ในภาวะสงครามแล้ว, เราก็ไม่ทราบเหตุผลอื่นใดอีกที่ทำให้รัฐบาลตัดสินใจไม่นำทรัพย์สินเหล่านั้นมาขายทอดตลาด. อย่างไรก็ตาม, ในเวลานั้นวังศุโขทัยก็ตกเป็นของรัฐแล้ว. ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ๒๔๘๕ เป็นต้นไปกระทรวงสาธารณสุขซึ่งเพิ่งตั้งขึ้นใหม่ก็ได้ขอเช่าวังแห่งนี้จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (ในอัตราเดือนละ ๕,๐๐๐ บาท) เพื่อใช้เป็นที่ทำการ จนกระทั่งย้ายออกไปในอีกแปดปีต่อมา.

๖.จากวันที่ศาลได้พิพากษาให้ทรงแพ้คดีมาจนสิ้นสงคราม, เหตุการณ์ก็เปลี่ยนแปลงไป.ในหนังสือเจ้าฟ้าประชาธิปก ราชันผู้นิราศ ของเขา, “นายหนหวย” ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า :

“วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๔๘๙ ขณะนั้นเป็นรัฐบาลของพลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รัฐบุรุษอาวุโสได้บันดาลให้เกิดสัญญาประนีประนอมประวัติศาสตร์ขึ้นระหว่างรัฐบาลกับจำเลยที่ ๒ ในคดีที่รัฐบาลเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคือสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี และกองมรดกผลประโยชน์ทั้งหลายของเจ้าฟ้าประชาธิปก มีสาระสำคัญว่า บรรดาทรัพย์สินและหนี้สินทั้งหลายที่ผูกพันกันอยู่นั้น เป็นอันให้เลิกแล้วต่อกัน รัฐบาลได้มาแล้วเท่าไรก็เอาเท่านั้น

นอกจากนี้นายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน รัฐบุรุษอาวุโสยังได้แสดงความจริงใจเปิดเผยต่อบุคคลหลายคนและหนังสือพิมพ์ว่า จะคืนวังศุโขทัยที่ตกเป็นของรัฐตามคำพิพากษาคืนให้แก่จำเลยที่ ๒ ซึ่งยังดำรงพระชนมชีพอยู่ ยิ่งไปกว่านี้ในฐานะผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน นายปรีดี พนมยงค์ ดำริจะอัญเชิญพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกลับคืนประเทศไทย ได้มีการติดต่อเป็นทางการสมานรอยร้าวในอดีตกับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีเป็นที่เรียบร้อยและรู้กันทั่วไป”

อันที่จริง, นอกจากเรื่องจะอัญเชิญพระบรมอัฐิกลับเมืองไทยแล้ว นายปรีดียังมีปรารถนาให้สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีทรงเข้ามาเป็นประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์คณะใหม่ด้วย. อย่างไรก็ตาม, ความพยายามของนายปรีดี พนมยงค์ ก็ไม่ประสบผล. การรัฐประหารในเดือนพฤศจิกายน ๒๔๙๐ โดยพลโทผิน ชุณหะวัน กับพรรคพวกทำให้นายปรีดีต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ และไม่มีโอกาสกลับมามีบทบาททางการเมืองอีก.

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีได้ทรงอัญเชิญพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกลับถึงประเทศไทยในวันที่ ๒๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๒ ในสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม. และหลังจากที่กระทรวงสาธารณสุขได้ย้ายออกไปในเดือนพฤศจิกายน ๒๔๙๓ แล้ว, ทางราชการก็ได้ถวายวังศุโขทัยคืนแด่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีเพื่อเป็นที่ประทับต่อไป.

การที่รัฐบาลถวายวังศุโขทัยคืนนี้มิได้มีผู้ใดคัดค้าน. อย่างไรก็ตาม, อีกหลายสิบปีต่อมาคุณหญิงมณี สิริวรสาร ได้ “บันทึก” สถานะของวังนี้ไว้โดยตั้งใจจะให้ “เป็นประวัติศาสตร์” ที่คนทั่วไปพึงได้รับรู้, ว่า :

“ดิฉันต้องขอบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ว่า ตามพระราชพินัยกรรมของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ซึ่งได้ทรงยกร่างไว้ก่อนเสด็จฯ ออกจากประเทศไทยนั้น พระองค์ท่านได้ทรงยกวังศุโขทัยซึ่งเป็นที่ประทับและพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ มอบให้พระองค์เจ้าจิรศักดิ์ฯ องค์เดียวอย่างสิ้นเชิง โดยมีเงื่อนไขว่า ให้สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีทรงมีสิทธิประทับได้ตลอดพระชนมชีพ เมื่อสวรรคตแล้วให้วังศุโขทัยตกเป็นของพระองค์เจ้าจิรศักดิ์ฯ หรือทายาทของพระองค์เจ้าจิรศักด์ฯ โดยสิทธิขาด”

หากจะให้ “ประวัติศาสตร์” ชัดเจนยิ่งขึ้น เราก็ต้องขยายความว่า, “ทายาทของพระองค์เจ้าจิรศักดิ์ฯ” ก็คือ “หม่อมมณี” หรือที่จะรู้จักกันในเวลาต่อมาในนามของคุณหญิงมณี สิริวรสาร นั่นเอง!

๗.หลังจากที่เสด็จกลับมาประทับ ณ วังศุโขทัยแล้ว สิ่งต่อมาที่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีต้องทรงกระทำก็คือ จัดการแบ่งพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์นั้นให้เป็นไปตามพระราชพินัยกรรมที่ทรงทำไว้แต่ก่อน. ผู้ที่อยู่ในฐานะทายาทมีส่วนแบ่งในพระราชทรัพย์นั้นคือสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี กับพระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต พระราชโอรสบุญธรรม. อย่างไรก็ตาม, ในเวลานั้นพระองค์เจ้าจิรศักดิ์ฯ ได้สิ้นพระชนม์ไปแล้ว เพราะฉะนั้นผู้ที่จะมีส่วนแบ่งในพระราชทรัพย์นั้นคือ “หม่อมมณี”.

เราไม่ทราบว่าในการทำพระราชพินัยกรรมนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะได้ทรงปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายท่านใด หรือว่าทรงกำหนดไปตามพระราชดำริของพระองค์เอง, แต่การณ์ก็เป็นไปอย่างที่หม่อมเจ้าอุปลีสาณ ชุมพล ผู้จัดการพระราชมรดกนั้นทรงกล่าว คือ พระราชพินัยกรรมส่วนมากเป็นโมฆะ เพราะขัดกับหลักกฎหมายไทย. ในชั้นสุดท้ายท่านผู้จัดการพระราชมรดกก็ต้องใช้วิธีแบ่งพระราชทรัพย์ทั้งหมด-เว้นแต่วังศุโขทัย-ออกเป็นสองส่วน และใช้วิธีการจับสลาก.
วังศุโขทัย(ภาพและเรื่อง:วิกิพีเดีย)

คุณหญิงมณีเล่าถึงการแบ่งพระราชทรัพย์ในคราวนั้นไว้ดังนี้ :

“เมื่อไปถึงวังศุโขทัยและก่อนที่จะมีการจับสลากท่านอุปลีสาณได้พาดิฉันไปในห้องที่ท่านทรงทำงานอยู่ และยื่นเอกสารที่เป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างสมเด็จฯ และดิฉัน ให้ดิฉันลงนามในสัญญาซึ่งมีข้อความว่า ในการแบ่งพระราชมรดกของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ระหว่างสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีและดิฉัน ซึ่งเป็นผู้แทนของพระองค์จิรศักดิ์ฯ นั้น ดิฉันให้สัญญาว่าจะยอมทำตามเงื่อนไขของสัญญา…ที่ดินที่ต้องจับสลากมีอยู่ด้วยกัน ๒๒ แปลง แต่เหลือ ๒๐ แปลง เพราะเหตุว่ามี ๒ แปลงที่สมเด็จฯ ไม่มีพระราชประสงค์ให้จับสลาก คือแปลงที่เป็นที่ดินและสิ่งก่อสร้างอยู่หลังวังศุโขทัย ซึ่งมีโกดัง ๒ หลังสำหรับเก็บของ มีที่พักของพระญาติบางองค์และบริวารของสมเด็จฯ อาศัยอยู่ และเป็นที่ดินที่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา และเนื่องด้วยดิฉันเองก็อยากได้ที่ดินเปล่าไว้ปลูกบ้าน สมเด็จฯ จึงทรงมีรับสั่งให้แลกเปลี่ยนกัน คือดิฉันได้รับที่ดินเปล่า ๑๐ ไร่ที่ถนนเพลินจิตแทนที่ดินแปลงนี้ ซึ่งสมเด็จฯ ก็ทรงพอพระทัยมากที่ที่ดินติดกับวังศุโขทัยได้มาเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์

ส่วนอีก ๒๐ แปลงนั้นหม่อมเจ้าอุปลีสาณทรงเตรียมสลากไว้ในพานทองและทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จฯ ทรงจับก่อน ๑๐ ครั้ง เมื่อทรงจับแล้วสลากที่เหลือก็เป็นของดิฉัน โฉนดที่ดินที่มีราคาแพงที่สุดเป็นที่ดินถนนทรงวาด ตำบลราชวงศ์ มีที่ดินประมาณสามไร่ ซึ่งสมเด็จฯ ทรงจับได้ และทุกคนที่วังศุโขทัยก็แสดงความดีใจที่สมเด็จฯ ทรงจับสลากที่ดินที่ดีที่สุดตรงถนนทรงวาดไว้ได้ ส่วนดิฉันได้สลากที่ดินที่มีค่ารองลงมา เป็นที่ดินเจ็ดไร่ครึ่ง ซึ่งเป็นโรงสีและตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีค่าและราคาไล่เลี่ยกับที่ถนนทรงวาดที่ดินอีกแปลงหนึ่งที่ถือว่ามีราคามาก เป็นที่ดินมีตึกแถวที่คลองหลอด มีเนื้อที่ ๒๐ ไร่ ตัดแบ่งคนละครึ่ง ซึ่งสมเด็จฯ ทรงได้ ๑๐ ไร่ ที่อยู่ข้างโรงเรียนราชินี ส่วนดิฉันได้ ๑๐ ไร่ ที่ติดกับบ้านหม้อ ต่อไปเป็นตึกใหญ่สองแห่ง สมเด็จฯ ทรงจับได้ตึกใหญ่หลังแรกที่ถนนเพชรบุรี ส่วนดิฉันได้ตึกที่ถนนพญาไท ทั้งสองตึกนี้เจ้าของเดิมเป็นขุนนางที่ได้นำมาจำนองไว้กับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ในที่สุดก็หลุดและตกมาเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ การจับสลากที่ดินได้ดำเนินไปจนจบสิ้นในเวลาไม่ถึงชั่วโมง

ต่อมาเป็นเรื่องของการแบ่งสังหาริมทรัพย์ ซึ่งสิ่งของทั้งหมดเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในวังศุโขทัยแต่เดิม อาทิ เครื่องเรือน ถ้วยชาม พระพุทธรูป กระถางต้นไม้ ของกระจุกกระจิก และของขวัญที่มีผู้ทูลเกล้าฯ ถวายในหลวงรัชกาลที่ ๗ ท่านผู้จัดการผลประโยชน์ได้วางสิ่งของเหล่านี้เรียงรายไว้ แล้วทูลเชิญสมเด็จฯ ให้ทอดพระเนตร ถ้าทรงมีพระราชประสงค์สิ่งใดแล้วก็ทรงหยิบออกไปวางไว้ทางหนึ่ง แล้วให้ดิฉันเลือกเช่นเดียวกัน ส่วนที่เหลือก็ให้พ่อค้าจีนหลายรายมาจากบ้านหม้อมาคอยตีราคาประมูลกัน ใครประมูลได้ราคาสูงก็เป็นเจ้าของไป

วันหนึ่งๆ เราได้เงินสดจากการจำหน่ายสิ่งเหล่านี้เป็นจำนวนมากพอใช้ พอจบแล้วสมเด็จฯ และดิฉันก็รับแบ่งไปคนละครึ่ง ข้าวของในวังศุโขทัยมีมากมาย และการแบ่งด้วยวิธีนี้ได้ดำเนินไปถึงสามวันเต็มๆ…เป็นเวลาสามวันติดๆ กันที่ดิฉันนั่งรถออกจากบ้านไปดีมาดีพร้อมกับขุนเจนฯ กับเด็กรับใช้อีกหนึ่งคน และทุกวันเราก็ขนของที่เลือกไว้ใส่รถกลับบ้าน…”

นั่นคือสามวันสุดท้ายของเรื่องราวเกี่ยวกับพระราชทรัพย์ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เพราะจากนั้นมาก็มิได้มีพระราชทรัพย์ใดอยู่ในพระนามของพระองค์อีก. 

วันจันทร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2557

Boston Massacre การสังหารหมู่ที่บอสตัน

การสังหารหมู่ที่บอสตัน

การสังหารหมู่ที่บอสตัน หรือที่ชาวอังกฤษเรียกว่า อุบัติการณ์ที่ถนนคิง เป็นอุบัติการณ์เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 1770 
ซึ่งทหารแห่งกองทัพอังกฤษสังหารพลเรือนห้าคน และทำให้อีกหกคนได้รับบาดเจ็บ ขณะนั้นทหารอังกฤษประจำอยู่
ในบอสตัน เมืองหลวงของจังหวัดอ่าวแมสซาชูเซตส์ ตั้งแต่ปี 1768 เพื่อคุ้มครองและสนับสนุนข้าราชการอาณานิคม
ที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง ที่มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของรัฐสภาที่ไม่ได้รับความนิยม ท่ามกลางความสัมพันธ์อัน
ตึงเครียดที่ดำเนินมาระหว่างประชาชนกับทหาร เกิดฝูงชนวุ่นวายรอบตัวทหารยามอังกฤษนายหนึ่ง ผู้ถูกละเมิดและ
ก่อกวนด้วยวาจา ต่อมา มีทหารอีกแปดนายมาร่วมด้วย ซึ่งถูกข่มขู่ด้วยวาจาและขว้างปาวัตถุใส่ พวกเขายิงปืนเข้า
ไปในฝูงชน โดยไม่ได้รับคำสั่ง ทำให้มีผู้เสียชีวิตทันทีสามคน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง จากนั้นมีผู้เสียชีวิต
จากบาดแผลอีกสองคน
  ฝูงชนสลายตัวในที่สุด หลังรักษาการแทนผู้ว่าราชการ โธมัส ฮัทชินสัน (Thomas Hutchinson) สัญญาว่าจะมีการ
สอบสวน แต่กลับมีการแก้ไขในวันรุ่งขึ้น โดยถอนทหารไปยังเกาะแคสเทล ทหารแปดนาย นายทหารหนึ่งนาย และ
พลเรือนสี่คนถูกจับและตั้งข้อหาฆ่าคน จอห์น อดัมส์ ทนายความและอนาคตประธานาธิบดีสหรัฐ แก้ต่างให้จำเลย 
ทำให้ทหารหกนายถูกปล่อยตัว ขณะที่อีกสองนายถูกพิพากษาลงโทษฐานทำให้คนตายโดยไม่เจตนาและได้รับโทษเบาลง
 โทษที่ผู้มีความผิดฐานทำให้คนตายโดยไม่เจตนาได้รับ คือ การตีตราที่มือ
การพรรณนา รายงานและโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับเหตุการณ์ ที่โดดเด่น คือ ภาพพิมพ์ลายแกะสีที่สร้างสรรค์โดย พอล รีเวียร์
 (ดูขวามือ) ยิ่งทวีความตึงเครียดทั่วทั้งสิบสามอาณานิคม เหตุการณ์นี้ถูกมองอย่างกว้างขวางว่าเป็นการเกริ่นการณ์การปะทุ
สงครามปฏิวัติอเมริกาอีกห้าปีให้หลัง
       นี่เป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า ที่ใดมีการกดขี่ไม่ว่าจะโดยคนต่างชาติหรือคนในชาติเดียวกัน 
ที่นั้นย่อมมีการต่อสู้และต่อต้าน สำหรับในประเทศไทยนั้นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ก็เป็น
ประวัติศาสตร์ของการต่อสู้และการกดขี่ ตราบใดที่ประเทศยังไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
แสดงว่ายังมีการกดขี่ระหว่างชนชั้น และตราบนั้นการต่อสู้ก็มีความจำเป็นที่ยังมีต่อไป


วันศุกร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ยุทธการเกตตีสเบิร์ก สงครามกลางเมืองอเมริกัน

สงครามกลางเมืองอเมริกัน





สงครามกลางเมืองอเมริกัน เป็นสงครามที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างรัฐเกษตรกรรมทางใต้ของสหรัฐอเมริกา ที่มีการทำไร่ขนาดใหญ่ใช้แรงงานทาสนิโกร กับรัฐอุตสาหกรรมทางเหนือ ระหว่าง ค.ศ.1861 - 1865 (พ.ศ.2404 - 2408) สงครามนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 600,000 คน ทำให้เกิดความเสียหายและความยุ่งยากหลายประการ แต่ก็มีผลดีที่ต่อมามีการเลิกทาสและรักษาความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไว้ได้


เหตุการณ์สำคัญตามลำดับ คือ



ค.ศ. 1860

อับราฮัม ลินคอล์นได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี
เซาธ์์ แคโรไลนาแยกตัวออกเพราะไม่พอใจผลการเลือกตั้งประธานาธิบดี
การทำข้อตกลงคิสเตนเดน (Crittenden Compromise) ล้มเหลว เท่ากับเป็นการสิ้นสุดความพยายามครั้งสุดท้าย
ที่จะยังคงรวมกันเป็นสหภาพ (Union) 




ค.ศ. 1861

ฝ่ายสมาพันธรัฐยิงเรือของฝ่ายสหภาพ พยายามปลดปล่อยฟอร์ท ซัมเตอร์ (Fort Sumter) ที่เมืองชาร์ลสตัน
(เซาท์ แคโรไลนา) ทำให้เรือของฝ่ายสหภาพต้องถอย
มิสซิสซิปปี แยกตัว (9 มกราคม) ตามมาด้วยฟลอริดา (10 มกราคม) อลาบามา (11 มกราคม) จอร์เจีย
(19 มกราคม) หลุยส์เซียนา (26 มกราคม) และเท็กซัส (1 กุมภาพันธ์)
บรรดารัฐที่แยกตัวออกได้ส่งผู้แทนเข้าประชุมที่เมืองมองต์โกเมอรี จัดตั้งสมาพันธรัฐอเมริกา (Confederate
States of America) และเลือกตั้งนายพล เจฟเฟอร์สัน เดวิส เป็นประธานาธิบดี
ประธานาธิบดีเดวิส ประกาศเกณฑ์ทหารอาสาสมัคร 20,000 คนเข้าประจำการ (3 เมษายน)
กองทัพฝ่ายสมาพันธ์นำโดยนายพลโบรีการ์ด (Beauregard) ระดมยิงฟอร์ท ซัมเตอร์จนต้องยอมแพ้ เป็นการ
เปิดฉากสงครามกลางเมือง ที่มีความรุนแรงยิ่งขี้น (12 - 14 เมษายน)
ประธานาธิบดีลินคอล์น ประกาศเกณฑ์ทหารอาสาสมัคร 75,000 คน (15 เมษายน) ดำเนินการปิดล้อมท่าเรือของ
ฝ่ายรัฐที่แยกตัวออก (19 เมษา) แต่ไม่สามารถสกัดการส่งสินค้าจากต่างประเทศที่ส่งเข้ามาถึงรัฐที่ถูกปิดล้อม
ได้ทั้งหมด
เวอร์จิเนียถอนตัวออกจากสหภาพ (17 เมษา) ตามด้วยอาร์คันซัส (6 พฤษภา) เทนเนสซี (7 พฤษาคม)
และนอร์ท แคโรไลนา (11 พฤษภา)
กองทัพฝ่ายสมาพันธรัฐเผชิญหน้าฝ่ายสหภาพ เริ่มการสู้รบที่บุล รัน (bull Run) (21 กรกฎา) ทางตอนเหนือของ
รัฐเวอร์จิเนีย การสู้รบที่บุลรันทำให้ฝ่ายเหนือคิดเรื่องที่จะยุติสงครามกลางเมืองโดยเร็ว ด้วยการปิดล้อมฝ่ายใต้
ทางเรือ คุมย่านแม่น้ำมิสซิสซิปปี (เพื่อเป็นการแยกฝ่ายใต้ออกจากกัน) และเข้ายึดเมืองริชมอนด์ เมืองหลวงของ
สมาพันธรัฐฝ่ายใต้
ฝ่ายสมาพันธรัฐก็ยึดเมืองสปริงฟิลด์ (Springfield) ในมิสซูรีภายหลังการรบที่วิลสัน ครีก (Wilson's Creek)
(10 สิงหาคม)
พลเอก จี. แมคเคลลัน (General G.McCelan) เป็นผู้บัญชาการกองทัพสหภาพและจัดตั้งกองทัพแห่งโปโตแมค
(Army of Potomac) ขึ้น
กองทัพสหพันธรัฐปิดล้อมเรืออังกฤษ (8 พฤศจิกายน) จนเกือบนำไปสู่การเกิดสงครามระหว่างประเทศ 




ค.ศ. 1862

ฝ่ายสหภาพบุกเคนตักกี้กับเทนเนสซี ยึดได้ฟอร์ท เฮนรี (Fort Henry) กับฟอร์ท โดเนลสัน (Fort Donelson)
(6 - 16 กุมภาพันธ์) ฝ่ายสมาพันธ์ถอนตัวจากเมืองแนชวิลล์ (Nashville)
ฝ่ายสหภาพเปิดฉากรุง โดยนายพลแกรนท์ของฝ่ายเหนือรุกไล่ฝ่ายใต้ทางตอนใต้ของรัฐเทนเนสซี มีชัยในการรบ
นองเลือดที่ชิโลห์ (Shiloh) (6-7เมษา) ฝ่ายใต้สูญเสียแม่ทัพสำคัญคนหนึ่ง คือ นายพล เอ จอห์นสตัน
(Gen. A. Johnston) 




ค.ศ. 1863

ลินคอล์นประกาศกฎหมายเลิกทาสในวันที่ 1 มกราคม (Emancipation Proclaimation)
กองทัพฝ่ายเหนือรุกไปทางตะวันออก นายพลลี (Gen. R.E. Lee) ของฝ่ายใต้รุกขึ้นทางเหนือเข้าสู่เพนซิลวาเนีย
(มิถุนายน) แต่ถูกนายพลจี เมเอด (Gen.G.Meade) ของฝ่ายสหภาพเอาชนะได้ในการรบที่เกตติสเบิร์ก
(Battle of Gettysburg) ในเพนซิลวาเนีย ถือเป็นสงครามแห่งชัยชนะในสงครามกลางเมือง เมื่อนายพลลีต้องถอย
กลับไปเวอร์จิเนีย 




ค.ศ. 1864

นายพลแกรนท์ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพสหภาพ (มีนาคม) ขณะที่นายพล ดับเบิลยู
เชอร์แมน (Gen. W. Sherman) เป็นแม่ทัพฝ่ายตะวันตก กองทัพของนายพลแกรนท์ปะทะกับกองทัพนายพลลี
ในเวอร์จีเนีย ส่วนกองทัพของนายพลเชอร์ แมนมีหน้าที่รุกรบกองทัพของนายพลจอห์นสตันที่แอตแลนตา
นายพลลีของฝ่ายใต้เริ่มถอย เพราะไม่สามารถป้องกันปีเตอร์สเบิร์ก (Petersburg) ในการสู้รบเป็นเวลาถึง 10
เดือน แม้จะพยายามโจมตีแนวหลังของฝ่ายสหภาพแต่ก็ทำไม่สำเร็จ
นายพลดี ฟาร์รากัตเอาชนะกองเรือฝ่ายสมาพันธรัฐที่อ่าวโมบายล์ (5 สิงหาคม)
ประธานาธิบดีลินคอล์นได้รับการเลือกตั้งเป็นสมัยที่สอง (พฤศจิกายน) 




ค.ศ. 1865

มีการร่างข้อตกลง 13 ข้อ ยกเลิกการมีทาสในสหรัฐอเมริกา ผ่านรัฐสภาอเมริกัน (1 กุมภาพันธ์) และมีผลบังคับ
ใช้เดือนธันวาคม
นายพลลี ถูกบังคับให้ยอมจำนนที่แอพโพแมตทอก คอร์ทเฮาส์ (Appomattox Courthouse) เป็นการยุติสงคราม
กลางเมือง (9 เมษายน)
(14 เมษายน) ประธานาธิบดีลินคอล์นถูกลอบ...หาร 



สงครามกลางเมืองอเมริกัน 2

สงครามกลางเมืองอเมริกัน





ชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินเป็นพวกทหารม้าฝ่ายเหนือ
ส่วนชุดสีเทาเป็นพวกทหารฝ่ายใต้




ระหว่างปีค.ศ.1861-1865 ประเทศสหรัฐอเมริกาถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนด้วยสงครามกลางเมืองอันดุเดือดรุนแรงระหว่างสมาพันธรัฐอเมริกาซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของรัฐต่างๆ ทางใต้ (Confederacy) หรือที่เรียกว่า ฝ่ายใต้ กับสหภาพ (Union) หรือพวกรัฐฝ่ายเหนือซึ่งนำโดยประธานาธิบดี อับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln)


ต้นเหตุของสงครามครั้งนี้เกิดจากกฎหมายที่ว่าด้วยการใช้แรงงานทาสที่แตกต่างกัน โดยถ้าเป็นทางฝ่ายใต้นั้นการใช้แรงงานทาสจะเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายในขณะที่ทางฝ่ายเหนือกลับกลายเป็นสิ่งตรงกันข้าม ความขัดแย้งด้านความคิดดังกล่าวนี้เองที่นำไปสู่การฆ่าฟันกันเองระหว่างคนในชาติ และเมื่อประธานาธิบดีลินคอล์นขึ้นดำรงตำแหน่งแล้ว เขาก็ต้องการใช้มีการยกเลิกการใช้แรงงานทาสทั่วประเทศจึงทำให้เกิดความขัดแย้งจนลุกลามเป็นสงครามกลางเมือง

การต่อสู้ดังกล่าวสิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของฝ่ายเหนือยังผลให้เกิดการเลิกทาสทั่วประเทศและสร้างความเชื่อมั่นว่าประเทศอเมริกายังคงรวมเป็นชาติเดียวกันอยู่


สมรภูมิรบแห่งเกททิสเบิร์ก (Battle of Gettysburg)






ภาพวาดสมรภูมิรบแห่งเกททิสเบิร์กที่เต็มไปด้วยการนองเลือดและความสับสนอลหม่าน



วันที่ 1-3 กรกฎาคม ปีค.ศ.1863 นายพลโรเบิร์ต อี.ลี (General Robert E. Lee) ของฝ่ายใต้ได้เข้าโจมตีกองทัพฝ่ายเหนือของ นายพลจอร์จ เมิด (General George Meade) ที่รุกเข้ามาใกล้เกททิสเบิร์ก รัฐเพนซิลวาเนีย (Pennsylvania)


จุดสำคัญของการรบในครั้งนี้ก็คือ การเข้าตะลุมบอนของพิคเก็ท (Pickett) ก่อนที่สงครามจะจบลงด้วยการสูญเสียอย่างประเมินค่ามิได้ของทั้งสองฝ่ายและความปราชัยของนายพลลีและทหารฝ่ายใต้ที่ต้องถอนกำลังกลับไปยังเวอร์จิเนีย (Virginia)

ฝ่ายเหนือและทางใต้ (North and South)





สงครามกลางเมืองนั้นเป็นการสู้รบกันระหว่างรัฐทางเหนือ ซึ่งมีทั้งหมด 23 รัฐกับทางใต้ที่มี 11 รัฐ ส่วนดินแดนในสหภาพอื่นได้เปลี่ยนมาเป็นรัฐหลังจากเกิดสงคราม

นอกจากนี้แล้วยังเกิดสงครามใหญ่ๆ ขึ้นอีกหลายที่ด้วยกันอย่างเช่น ที่เมืองเกททิสเบิร์กซึ่งได้รบกันทางภาคตะวันออกและทางตะวันออกเฉียงใต้

สารคดี History กึ่งภาพยนต์ 6 ตอน
Gettysburg part1
Gettysburg part2
gettysburg part3
gettysburg part4
Gettysburg part5
Gettysburg part6

วันพุธที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2556

กานดา นาคน้อย: ประชาชนชอบสิทธิ์ มหาประชาชนชอบอภิสิทธิ์


การปฎิเสธหลักการ 1 คน 1 เสียงโดยอธิการบดีนิด้าและการชี้นำโดยปัญญาชนบางกลุ่มว่าคนไม่มีปริญญาไม่ควรมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งบ่งบอกว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่มีสำนึกทางชนชั้นอย่างเข้มข้น   เทียบเท่ากับสังคมอเมริกันในยุคที่มีนโยบายแบ่งแยกสีผิวที่มลรัฐในภาคใต้  
ในยุคนั้นผู้พิพากษาและนายอำเภอเข้าร่วมขบวนการ“เคเคเค”เพื่อข่มขู่ไม่ให้คนดำซึ่งเป็นลูกหลานอดีตทาสเรียกร้องสิทธิเลือกตั้งแนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับการที่ผู้นำม็อบนกหวีดเรียกประชาชนที่สนับสนุนตนว่าเป็น“มหาประชาชน”   และแกนนำบางคนชี้นำว่าผู้เข้าร่วมม็อบนกหวีดคือประชาชนที่มีคุณภาพเหนือกว่าเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ
ประชาชนเหนือประชาชน
ระบอบประชาธิปไตยไม่มี“มหา”ประชาชน   ไม่มีประชาชนที่เหนือประชาชน   มีแต่ประชาชนที่มีสิทธิทางการเมืองเท่าเทียมกันความเท่าเทียมทางการเมืองไม่รับประกันว่าทุกคนจะมีรายได้และทรัพย์สินเท่ากันแต่รับประกันว่าเด็กปั๊มและอธิการบดีได้รับสิทธิคุ้มครองในฐานะที่เป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์เดียวกันคนขับรถแท็กซี่และคนขับรถเฟอร์รารี่มีสิทธิได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรมเท่ากันแม่บ้านและไฮโซหมื่นล้านมีสิทธิไปออกเสียงเลือกตั้งเท่ากัน   ระบอบประชาธิปไตยไม่แบ่งแยกถี่ยิบว่าใครมีจุลสิทธิ์ อภิสิทธิ์  หรือมหาอภิสิทธิ์   การเลือกตั้งไม่ใช่ทั้งหมดของระบอบประชาธิปไตยแต่เป็นพื้นฐานของประชาธิปไตย
รัฐธรรมนูญคือกติกาสูงสุด
สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้พัฒนาได้เพราะประชาชนมีคุณภาพเหมือนกัน 2 ประการ  คือเคารพกติกาและขยัน   ถ้าการศึกษาไทยไม่สอนให้คนไทยเคารพกติกาไทยก็พัฒนาไม่ได้   ในระบอบประชาธิปไตยกติกาสูงสุดคือรัฐธรรมนูญ   ไม่ว่าจะเกลียดชังอดีตนายกฯทักษิณอย่างไรคนมีการศึกษาก็ปฎิเสธความจริง 2 ประการไม่ได้   ประการแรกคือความจริงที่ว่าอดีตนายกฯทักษิณไม่มีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญปีพศ. 2540 และ 2550   ประการที่สองคือความจริงที่ว่ามีการแก้รัฐธรรมนูญ 2550 ในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์
ถ้าคนมีการศึกษามีคุณภาพจริงก็ควรยอมรับว่าการปฎิรูปก่อนเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์คือการฉีกรัฐธรรมนูญอันเป็นกติกาสูงสุด
ถ้าคนมีการศึกษามีคุณภาพจริงก็ควรยอมรับว่าการฉีกรัฐธรรมนูญคือการล้มล้างการปกครองในมาตรฐานอารยประเทศ
ถ้าคนมีการศึกษามีคุณภาพจริงก็ควรโต้ตอบผลงานวิจัยที่พบว่าการซื้อเสียงไม่มีบทบาทในการตัดสินผลการเลือกตั้งระดับชาติในประเทศไทยด้วยผลงานวิจัยที่อุดมด้วยสถิติ  
ความไม่โปร่งใสคือรากฐานปัญหาทุจริต  
ไม่มีประเทศใดในโลกนี้แก้ปัญหาทุจริตด้วยการฉีกรัฐธรรมนูญ การแก้ปัญหาทุจริตในประเทศที่พัฒนาแล้วยึดหลักการโปร่งใสโดยเฉพาะความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรมเนื่องจากกระบวนการยุติธรรมเป็นตัวตัดสินว่าอะไรเรียกว่าทุจริต   ดังนั้นผู้พิพากษา  อัยการและตำรวจต้องโปร่งใสด้วย   ไทยแก้ปัญหาทุจริตไม่ได้ตราบใดที่ไม่มีการปฎิรูปตุลาการ   จะสัมมนาด้วยงบประมาณหมื่นล้านไปอีกศตวรรษก็แก้ปัญหานี้ไม่ได้ถ้าไม่ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมดิฉันมั่นใจว่าหน่วยงานปราบทุจริตในไทยทราบดีแต่ไม่หยิบยกมาโต้เถียงกันในที่สาธารณะ    
ในสหรัฐฯความโปร่งใสเป็นมาตรฐานที่ใช้กับผู้ใช้ภาษีทุกอาชีพไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง  อาจารย์  อธิการบดี  อัยการ  ผู้พิพากษา  ฯลฯ   กฎหมายบังคับให้พนักงานมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐตั้งแต่ภารโรงยันอธิการบดีต้องเปิดเผยรายได้ต่อผู้เสียภาษี   ข้อมูลรายได้ดังกล่าวหาได้ง่ายตามอินเตอร์เน็ตหรือหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น  รายได้ข้าราชการทั้งในระดับมลรัฐและระดับประเทศก็เปิดเผยต่อผู้เสียภาษีเช่นเดียวกัน อัยการสูงสุดระดับมลรัฐมาจากการเลือกตั้ง  ในบางมลรัฐผู้พิพากษามาจากการเลือกตั้งด้วย   อัยการสูงสุดของประเทศและผู้พิพากษาศาลฎีกาซึ่งทำหน้าที่คล้ายศาลรัฐธรรมนูญโดนตรวจสอบโดยรัฐสภา   ข้อมูลการพิพากษาคดีเป็นข้อมูลสาธารณะที่ผู้เสียภาษีเข้าถึงและถกเถียงได้โดยไม่ต้องกลัวข้อหาหมิ่นศาล
การปลูกฝังค่านิยมด้านความโปร่งใสก็ต้องทำกันทุกระดับ นักศึกษาอเมริกันให้แต้มอาจารย์เพื่อประเมินผลอย่างโปร่งใสเหมือนร้านอาหารและโรงแรมไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ผู้น้อยหรือศาสตราจารย์รางวัลโนเบล  เช่น พอล ครูกแมนได้แต้ม3.2 ดาวจากแต้มสูงสุด 5 ดาว (ที่มา http://www.ratemyprofessors.com/ShowRatings.jsp?tid=243005)  คนไข้ให้แต้มหมอเพื่อประเมินผลเหมือนผู้จำหน่ายสินค้าและบริการอื่นๆ(ตัวอย่าง http://www.healthgrades.com/provider-search-directory/search?q=Cardiology&search.type=Specialty&loc=New+York%2c+NY)   ทุกอาชีพโดนประเมินผลเหมือนกัน   ไม่มีอาชีพใดมีอภิสิทธิ์เหนืออาชีพอื่น
ในกรณีของไทย   นายสุเทพ เทือกสุบรรณเรียกร้องให้ปฎิรูปการเมืองก่อนเลือกตั้ง   แล้วทำไมไม่มีการประเมินผลว่าคณะกรรมการปฎิรูปประเทศไทยในยุคที่นายสุเทพเป็นรองนายกฯได้แต้มกี่ดาว?การเสนอแนวทางการแก้รัฐธรรมนูญก่อนวันเลือกตั้งน่าจะโปร่งใสกว่าการเลื่อนวันเลือกตั้งเพื่อปฎิรูปโดยบุคคลที่ไม่รู้ว่ามีผลงานกี่ดาว
สื่อมวลชนก็ต้องโปร่งใส   ข่าวจากสื่อมวลชนตะวันตกตีพิมพ์ด้วยชื่อผู้รายงานข่าวชัดเจน   ทำให้ผู้รายงานข่าวต้องระมัดระวัง   ต้องตรวจสอบความจริงและรับผิดชอบผลงานของตน   สื่อมวลชนไทยใช้มาตรฐานนี้เวลารายงานข่าวภาษาอังกฤษเพื่อให้ดูทัดเทียมกับมาตรฐานสากล    แต่ไม่ได้ใช้มาตรฐานเดียวกันเวลารายงานข่าวภาษาไทย    สื่อมวลชนไทยควรปฎิรูปตัวเองเพื่อให้โปร่งใสขึ้น  หนังสือพิมพ์ควรลงชื่อนักข่าวที่เขียนข่าว   อย่ามัวแต่เรียกร้องความโปร่งใสจากอาชีพอื่น
ประชาชนชอบเลือกตั้ง  มหาประชาชนชอบแต่งตั้ง 

ดิฉันไม่เคยใช้สิทธิเลือกตั้งในฐานะพลเมืองไทยด้วยเหตุที่หลีกเลี่ยงไม่ได้   แต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ดิฉันจะออกเสียงผ่านสถานกงศุลและจะไม่เลือกทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์   เนื่องจากดิฉันไม่ต้องการพรรคการเมืองที่เล่นการเมืองด้วยม็อบอย่างซ้ำซากและไม่คำนึงถึงชีวิตและเลือดเนื้อของฐานเสียง   และดิฉันคิดว่านี่คือกระบวนการเดียวที่จะป้องกันไม่ให้เกิดสงครามกลางเมืองเหมือนสงครามกลางเมืองที่จังหวัดชายแดนในภาคใต้
ดิฉันขอเชิญชวนทุกคนที่เชื่อว่าคนไทยทุกคนเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสายพันธุ์เดียวกันร่วมกันปฎิเสธระบอบมหาประชาชนด้วยการไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง   เสียงเดียวฟังดูน้อยอาจทำให้รู้สึกว่าไม่คุ้มค่าจากการเดินทางไปลงคะแนน    แต่ถ้าคนอเมริกันทุกคนคิดแบบนั้นสหรัฐฯจะไม่ใช่ประเทศที่คนไทยมาศึกษาแล้วกลับไทยไปเป็นอธิการบดี

วันพฤหัสบดีที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2556

แมกนาคาร์ตา กฏบัตรแห่งเสรีภาพ ต้นแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตย

แมกนาคาร์ตาและการแสวงหาเสรีภาพของมนุษย์

รัฐธรรมนูญ หมายถึงกฎหมายสูงสุดในการจัดการปกครองรัฐ ถ้าแปลตามความหมายของคำ จะหมายถึง การปกครองรัฐอย่างถูกต้องเป็นธรรม (รัฐ + ธรรม + มนูญ)
ในความหมายอย่างแคบ "รัฐธรรมนูญ" ต้องมีลักษณะเป็นลายลักษณ์อักษร และไม่ใช่สิ่งเดียวกับฏฎหมายรัฐธรรมนูญ เพราะ "กฎหมายรัฐธรรมนูญ" มีความหมายกว้างกว่าและจะเป็นรูปแบบลายลักษณ์อักษรหรือจารีตประเพณีก็ได้
รัฐธรรมนูญในปัจจุบันนั้น มีทั้งเป็นลักษณะลายลักษณ์อักษร และลักษณะไม่เป็นลายลักษณ์อักษร โดยที่ลักษณะไม่เป็นลายลักษณ์อักษร นอกจากจะใช้หลักของจารีต ประเพณีการปกครองแล้ว กฎหมายทุกตัวที่เกี่ยวข้องกับการปกครอง ย่อมถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญด้วย
ทุกประเทศทั่วโลกมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ทั้งประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย รวมถึงประเทศที่ปกครองระบอบเผด็จการ เพื่อใช้เป็นหลักหรือเป็นแนวทางในการบริหารประเทศ

รัฐธรรมนูญฉบับแรกของโลก

ในวันที่ 15 มิถุนายน ค.ศ. 1215 ขุนนางและพระราชาคณะจำนวน 25 คน ได้บังคับให้พระเจ้าจอห์นลงนามในเอกสารที่เรียกว่า "มหากฎบัตร" (The Great Charter, Magna Carta) ซึ่งเป็นสัญญาระหว่างพระมหากษัตริย์กับขุนนางและพระสงฆ์ โดยในมหากฎบัตรได้กำหนด ถึงการจัดองค์กรและการบริหารอำนาจของสภาสูง (Magnum Concillium) และกำหนดว่าพระมหากษัตริย์จะเก็บภาษีบางอย่าง ตามที่กำหนดไว้โดยมิได้รับความเห็นชอบจากสภาสูงมิได้ จะจับกุมคุมขังบุคคลได้ก็ต่อเมื่อ มีคำพิพากษาที่ชอบด้วยกฎหมาย มหากฎบัตรนี้ นักกฎหมายบางท่านเห็นว่า เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรก
รัฐธรรมนูญในสหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศส ในภาษาของประเทศทั้งสอง คำว่ารัฐธรรมนูญต่างใช้คำว่า Constitution ซึ่งแปลว่า การสถาปนา หรือการจัดตั้ง ซึ่งหมายถึงการสถาปนาหรือจัดตั้งรัฐนั่นเอง โดยทั้งสองประเทศมีรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษร แต่ประเทศอังกฤษไม่มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร
ท่ามกลางภูมิประเทศอันงดงามแห่งแคว้นเซอร์เรย์ในอังกฤษ มีแม่น้ำเทมส์ไหลผ่าน. ในทุ่งหญ้าแห่งหนึ่งริมฝั่งแม่น้ำสายนี้มีอนุสาวรีย์พร้อมด้วยคำจารึกที่เป็นอนุสรณ์ถึงเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นเกือบแปดร้อยปีมาแล้ว. ที่นี่ ณ ทุ่งหญ้ารันนีมีด พระเจ้าจอห์นแห่งอังกฤษ (ครองราชย์ปี 1199-1216) ทรงเผชิญหน้ากับเหล่าขุนนางที่เป็นศัตรูผู้มีอิทธิพล ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่โกรธแค้นเนื่องจากถูกกษัตริย์กดขี่. เหล่าขุนนางเรียกร้องให้กษัตริย์บรรเทาความคับแค้นใจของตนโดยให้สิทธิ์บางอย่าง. เนื่องจากถูกกดดันอย่างหนัก ในที่สุดกษัตริย์จึงได้ประทับตราของพระองค์ลงในเอกสารซึ่งเป็นที่รู้จักกันในเวลาต่อมาว่า แมกนาคาร์ตา (มหากฎบัตร).
เพราะเหตุใดเอกสารฉบับนี้จึงได้รับการพรรณนาว่าเป็น “เอกสารทางกฎหมายฉบับที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ตะวันตก”? คำตอบจะเผยให้เห็นเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับการแสวงหาเสรีภาพของมนุษย์.
ข้อบังคับของขุนนาง
พระเจ้าจอห์นทรงมีปัญหากับคริสตจักรโรมันคาทอลิก. พระองค์แข็งข้อต่อโปปอินโนเซนต์ที่ 3 โดยไม่ยอมรับสตีเฟน แลงตันเป็นอาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี. ผลก็คือ คริสตจักรเพิกถอนการสนับสนุน และขับกษัตริย์ออกจากศาสนา. แต่พระเจ้าจอห์นพยายามขอการคืนดีกัน. พระองค์ยอมยกอาณาจักรแห่งอังกฤษและไอร์แลนด์ให้แก่โปป. ฝ่ายโปปก็คืนอาณาจักรเหล่านั้นให้แก่พระเจ้าจอห์นโดยที่กษัตริย์ต้องปฏิญาณว่าจะจงรักภักดีต่อคริสตจักรและจ่ายค่าบรรณาการประจำปี. บัดนี้ พระเจ้าจอห์นจึงตกอยู่ใต้อำนาจโปป.
ความลำบากทางการเงินทำให้กษัตริย์มีปัญหามากขึ้นอีก. ระหว่างการครองราชย์ 17 ปี พระเจ้าจอห์นเรียกเก็บภาษีจากเจ้าของที่ดินเพิ่มอีก 11 ครั้ง. ความวุ่นวายทั้งหมดเรื่องคริสตจักรและเรื่องการเงินทำให้มีการเชื่อกันอย่างแพร่หลายว่ากษัตริย์เป็นผู้ที่ไม่น่าไว้วางใจ. บุคลิกภาพของพระเจ้าจอห์นก็ดูเหมือนไม่ได้ช่วยบรรเทาความกังวลดังกล่าวเลย.
ในที่สุด ความไม่สงบก็ปะทุขึ้น เมื่อเหล่าขุนนางจากทางเหนือของประเทศไม่ยอมจ่ายภาษีอีกต่อไป. พวกเขาเดินขบวนมาที่ลอนดอนและประกาศยกเลิกการสวามิภักดิ์ต่อกษัตริย์. จากนั้นทั้งสองฝ่ายได้โต้เถียงกันมาก โดยที่กษัตริย์ประทับอยู่ในพระราชวังที่วินด์เซอร์ และเหล่าขุนนางตั้งค่ายอยู่ทางตะวันออกในเมืองใกล้ๆที่ชื่อสเตนส์. การเจรจาลับทำให้ทั้งสองฝ่ายมาเผชิญหน้ากันที่ทุ่งรันนีมีด ซึ่งอยู่ระหว่างเมืองทั้งสอง. ในวันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน 1215 ณ ทุ่งหญ้าแห่งนี้ พระเจ้าจอห์นประทับตราในเอกสารซึ่งมีข้อบังคับ 49 ข้อ. เอกสารนี้ขึ้นต้นว่า ‘นี่คือข้อบังคับที่เหล่าขุนนางต้องการและได้รับการยินยอมโดยกษัตริย์.’
เสรีภาพภายใต้กฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ความไม่ไว้วางใจในเจตนาของพระเจ้าจอห์นก็ปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว. ท่ามกลางความรู้สึกต่อต้านอย่างมากต่อกษัตริย์และโปป กษัตริย์ได้ส่งทูตไปหาโปปที่กรุงโรม. โปปออกกฤษฎีกาทันทีเพื่อประกาศว่าข้อตกลงรันนีมีดเป็นโมฆะ. ส่วนที่อังกฤษสงครามกลางเมืองก็ปะทุขึ้นอย่างรวดเร็ว. แต่ในปีต่อมา พระเจ้าจอห์นก็สิ้นพระชนม์อย่างกะทันหัน และเจ้าชายเฮนรี พระโอรส ซึ่งมีพระชนมายุได้เก้าพรรษา ก็ขึ้นครองราชย์แทน.
ผู้สนับสนุนพระเจ้าเฮนรีวัยเยาว์จัดให้มีการออกข้อตกลงรันนีมีดอีกครั้ง. ตามที่กล่าวในหนังสือเล่มเล็กแมกนาคาร์ตา ข้อตกลงฉบับแก้ไขนี้ถูก “เปลี่ยนด้วยความเร่งรีบจากเครื่องมือต่อต้านทรราชไปเป็นแถลงการณ์ซึ่งผู้ที่เดินสายกลางอาจถูกโน้มน้าวให้สนับสนุนผลประโยชน์ [ของกษัตริย์].” มีการออกข้อตกลงนี้อีกหลายครั้งระหว่างรัชกาลของพระเจ้าเฮนรี. เมื่อกษัตริย์องค์ต่อมาคือ พระเจ้าเอดเวิร์ดที่ 1 ประกาศรับรองกฎบัตรแมกนาคาร์ตาอีกครั้งในวันที่ 12 ตุลาคม 1297 จึงมีการรวมกฎบัตรนี้เข้ากับประมวลกฎหมายในที่สุด ซึ่งก็คือรายการเอกสารที่มีความสำคัญเป็นพิเศษต่อสาธารณชน.
กฎบัตรนี้จำกัดอำนาจของกษัตริย์. กฎบัตรนี้กำหนดว่า บัดนี้กษัตริย์ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเช่นเดียวกับพลเมืองทุกคนของพระองค์. วินสตัน เชอร์ชิลล์ นักประวัติศาสตร์และนายกรัฐมนตรีของอังกฤษผู้มีชื่อเสียงแห่งศตวรรษที่ 20 กล่าวว่า แมกนาคาร์ตาทำให้มี “ระบบการตรวจสอบและการถ่วงดุลอำนาจ ซึ่งจะให้อำนาจที่จำเป็นแก่กษัตริย์ แต่ก็ป้องกันทรราชหรือคนโง่เขลาไม่ให้ใช้อำนาจอย่างผิดๆ.” เป็นอุดมการณ์ที่สูงส่งจริงๆ! แต่กฎหมายนี้มีความหมายอย่างไรต่อสามัญชน? ในตอนนั้น แทบไม่มีความหมายเลย. แมกนาคาร์ตาให้รายละเอียดเฉพาะเรื่องสิทธิของ “เสรีชน” เท่านั้น ซึ่งจริงๆแล้วเป็นพวกชนชั้นสูงและในตอนนั้นเป็นเพียงชนกลุ่มน้อย.*
สารานุกรมบริแทนนิกา ชี้ให้เห็นว่า “นับตั้งแต่ช่วงต้นๆในประวัติศาสตร์” แมกนาคาร์ตา “กลายเป็นสัญลักษณ์และการเรียกร้องให้ต่อต้านการกดขี่ และผู้คนแต่ละรุ่นตีความว่ากฎบัตรนี้เป็นการปกป้องเสรีภาพของตนที่ถูกคุกคาม.” เพื่อชี้ถึงนัยสำคัญนี้ การประชุมรัฐสภาของอังกฤษแต่ละสมัยจะเปิดด้วยการรับรองแมกนาคาร์ตาอีกครั้ง.
ทนายความในอังกฤษสมัยศตวรรษที่ 17 ใช้มาตราต่างๆในแมกนาคาร์ตาเป็นพื้นฐานสำหรับสิทธิต่างๆ เช่น การพิจารณาคดีโดยคณะลูกขุน, ฮาบีอัส คอร์ปัส,* ความเท่าเทียมกันทางกฎหมาย, การไม่มีสิทธิ์จับกุมตามอำเภอใจ, และการที่รัฐสภาจะเป็นฝ่ายควบคุมการเก็บภาษี.
การแสวงหาดำเนินต่อไป
ลอร์ดบิงแฮม ผู้เป็นประธานศาลสูงสุดแห่งอังกฤษและเวลส์ตั้งแต่ปี 1996 ถึง 2000 ยอมรับว่า “หลายครั้งในอดีต ความสำคัญของแมกนาคาร์ตาตามรัฐธรรมนูญไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่กล่าวในกฎบัตรนั้นจริงๆมากเท่ากับสิ่งที่คิดกันว่ามีกล่าวในกฎบัตรนั้น.” ถึงกระนั้น ในเวลาต่อมาแนวคิดเรื่องเสรีภาพที่ผูกโยงกับกฎบัตรนี้ก็ได้แพร่เข้าไปในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ.
ผู้ตั้งถิ่นฐาน ซึ่งออกจากอังกฤษในปี 1620 โดยมุ่งหน้าไปยังอเมริกา ได้นำแมกนาคาร์ตาไปด้วยฉบับหนึ่ง. ในปี 1775 เมื่ออาณานิคมของอังกฤษในอเมริกาก่อการกบฏเพื่อต่อต้านการเก็บภาษีทั้งๆที่ไม่ให้พวกเขามีผู้แทนในรัฐสภา สภาในที่ซึ่งปัจจุบันคือรัฐแมสซาชูเซตส์ได้ประกาศว่า การเก็บภาษีเช่นนั้นเป็นการฝ่าฝืนแมกนาคาร์ตา. ที่จริง ตราสัญลักษณ์อย่างเป็นทางการของรัฐแมสซาชูเซตส์ที่ใช้กันในตอนนั้นเป็นรูปผู้ชายซึ่งมือข้างหนึ่งถือดาบและมืออีกข้างหนึ่งถือแมกนาคาร์ตา.
เมื่อเหล่าผู้แทนจากชาติที่เพิ่งก่อตั้งประชุมกันเพื่อร่างรัฐธรรมนูญสำหรับสหรัฐอเมริกา พวกเขายึดมั่นกับหลักการของเสรีภาพภายใต้กฎหมาย. ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิแห่งสหรัฐได้มาจากการยอมรับหลักการดังกล่าวด้วย. ด้วยเหตุนี้ ในปี 1957 เพื่อเป็นการยอมรับแมกนาคาร์ตา สมาคมเนติบัณฑิตแห่งอเมริกาจึงได้ตั้งอนุสาวรีย์ที่รันนีมีดโดยมีคำจารึกว่า “เพื่อรำลึกถึงแมกนาคาร์ตา—สัญลักษณ์แห่งเสรีภาพภายใต้กฎหมาย.”
ในปี 1948 เอเลนอร์ รูสเวลต์ รัฐสตรีชาวอเมริกัน ได้ช่วยร่างปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ โดยหวังว่าปฏิญญาฉบับนี้จะกลายเป็น “แมกนาคาร์ตาสากลสำหรับมวลมนุษย์ทุกหนแห่ง.” ที่จริง ประวัติความเป็นมาของแมกนาคาร์ตาแสดงให้เห็นชัดเจนว่ามนุษยชาติปรารถนาเสรีภาพมากเพียงใด. แม้ว่าจะเป็นความปรารถนาอันสูงส่ง แต่สิทธิมนุษยชนพื้นฐานของมนุษย์ก็ยังถูกละเมิดในหลายประเทศ. รัฐบาลของมนุษย์ได้แสดงให้เห็นครั้งแล้วครั้งเล่าว่าไม่สามารถรับประกันเสรีภาพสำหรับทุกคน. นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่พยานพระยะโฮวาหลายล้านคนในปัจจุบันทะนุถนอมเสรีภาพที่สูงส่งกว่าภายใต้กฎหมายของรัฐบาลที่ต่างไป นั่นคือราชอาณาจักรของพระเจ้า.
คัมภีร์ไบเบิลกล่าวถึงสิ่งที่น่าทึ่งเกี่ยวกับพระเจ้าคือ “พระวิญญาณของพระยะโฮวาอยู่ที่ใด เสรีภาพก็อยู่ที่นั่น.” (2 โกรินโธ 3:17ล.ม.) ถ้าคุณสนใจอยากทราบว่าราชอาณาจักรของพระเจ้าจะให้เสรีภาพชนิดใดแก่มนุษยชาติ ขอเชิญถามพยานพระยะโฮวาเกี่ยวกับเรื่องนี้เมื่อพวกเขามาเยี่ยมคุณครั้งต่อไป. คุณอาจพบว่าคำตอบเป็นเรื่องที่น่าทึ่งและให้เสรีภาพ.
“แม้ว่าในปี 1215 คำ ‘เสรีชน’ มีความหมายจำกัด แต่พอถึงศตวรรษที่สิบเจ็ด คำนี้หมายรวมถึงผู้คนเกือบทุกคน.”—ประวัติศาสตร์อารยธรรมตะวันตก (ภาษาอังกฤษ).
เป็นคำภาษาลาตินที่หมายความว่า “คุณควรมีสิ่งที่จับต้องได้” ข้อบัญญัติฮาบี
มหากฎบัตร
แมกนาคาร์ตา (ภาษาลาตินแปลว่า “มหากฎบัตร”) เดิมมีชื่อว่า “ข้อบังคับของเหล่าขุนนาง.” พระเจ้าจอห์นประทับตราของพระองค์ในเอกสารที่มี 49 มาตรานี้. ในช่วงไม่กี่วันถัดมา ความตกลงนี้ได้รับการขยายเป็น 63 มาตรา และกษัตริย์ก็ประทับตราในเอกสารอีกครั้ง. การออกกฎบัตรอีกครั้งในปี 1217 มีกฎบัตรที่สองที่เล็กกว่าออกคู่กันด้วยซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายป่าไม้. นับแต่นั้นมา มีการเรียกข้อบังคับนี้ว่า แมกนาคาร์ตา.
ทั้ง 63 มาตราแบ่งออกเป็นเก้าหมวด ซึ่งมีเรื่องที่เกี่ยวกับความคับแค้นใจของเหล่าขุนนาง, การปฏิรูปกฎหมายและความยุติธรรม, และเสรีภาพของคริสตจักร. มาตราที่ 39 ซึ่งเป็นพื้นฐานทางประวัติศาสตร์สำหรับเสรีภาพของพลเมืองอังกฤษ อ่านว่า “ไม่มีเสรีชนคนใดอาจถูกจับหรือถูกจำคุก, หรือถูกยึดสิทธิหรือทรัพย์สิน, หรือถูกประกาศว่าเป็นบุคคลนอกกฎหมายหรือถูกเนรเทศ, หรือถูกริบฐานะของตนในทางอื่นใด, ทั้งเราจะไม่ใช้กำลังกับเขา, หรือสั่งให้ผู้อื่นทำเช่นนั้น เว้นแต่มีการพิพากษาที่ชอบด้วยกฎหมายจากผู้ที่เทียบเท่ากับเขาหรือโดยกฎหมายของประเทศ.”